สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ว่า นิตยสาร “ดิ อีคอนอมิสต์” จัดอันดับให้กรีซอยู่ในกลุ่ม 35 ประเทศ ซึ่งมีผลงานทางเศรษฐกิจดีต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของกรีซในภาครวม ยังคงถือว่า “อ่อนแอ” แม้ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินมาแล้ว 3 ครั้ง จากเจ้าหนี้นานาชาติ นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นมูลค่ารวม 289,000 ล้านยูโร (ราว 11 ล้านล้านบาท)


ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของกรีซมีสัดส่วนสูงถึง 160% ของผลผลิตในประเทศ ขณะที่ค่าตอบแทนรายเดือนของประชาชนยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทวีปยุโรป ส่งผลต่อกำลังการซื้อของประชาชน สวนทางกับค่าครองชีพในกรีซ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรป (อียู) ราว 5.5% เมื่อปี 2565


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งยุโรป (ยูโรสแตต) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีของกรีซลดลง 3% เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา จากที่เคยสูงถึง 9.65% เมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 อย่างไรก็ตาม ราคาอาหารเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา สูงขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว


ทั้งนี้ ราคาเนื้อวัวแพงขึ้น 8.1% ราคาผลไม้แพงขึ้น 12% ขณะที่ราคาชีส นม และไข่ แพงขึ้นเกือบ 5% ส่วนราคาน้ำมันมะกอกแพงขึ้นมากกว่า 31% ภายในรอบ 12 เดือนล่าสุด โดยเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตในสเปน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก.

เครดิตภาพ : AFP