เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตสส.กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” เกี่ยวกับการประชุมรับฟังความเห็นประชาชน เรื่อง การร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) พร้อมยกตัวอย่าง 2 ข้อเสนอ ของทาง กทม. ดังนี้
1. กทม. จะเพิ่มขนาดถนนรอง โดยอ้างว่าเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงระบบรถไฟฟ้า และช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งฟังไม่ขึ้น เพราะจากพิกัดบริเวณที่กำหนดให้ถนนแทรกขยาย ผ่าชุมชนเข้าไปบางพื้นที่นั้น ทำให้ผมเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อกำจัดอุปสรรคในการสร้างตึกสูงเพิ่มเติมเข้าไปในย่านชุมชนที่มีถนนเล็กซอยแคบ (ปัจจุบันหลายโครงการติดเงื่อนไขระยะความกว้างของซอย)

กทม. ได้ขีดเส้นวางแนวการตัดขยายถนนไว้ถึง 148 สาย ความยาวกว่า 600 กม. หากตรงนี้ผ่านได้ จะนำไปสู่การรุกคืบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เข้าไปในหลายชุมชน หลายซอย ทั่วเมือง (โดยที่การขยายให้ถนนกว้างกว่า 10 ม. ซึ่งมีผลมากต่อการสร้างตึกสูง จะไม่ต้องมาจากการเวนคืนด้วยซ้ำ แต่จะเป็นการให้เอกชนร่นพื้นที่ตนเอง พูดง่ายๆ คือประโยชน์สาธารณะแทบไม่มี)
และ 2. กทม. เสนอมาตรการ ‘FAR. Bonus’ คือ การเพิ่มสิทธิก่อสร้างอาคารให้สามารถเพิ่ม “อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน” (FAR.-Floor Area Ratio) ได้ถึง 20% จากเดิม แลกกับการอุทิศบางสิ่งที่ กทม. กำหนดว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไป เช่น สวนหย่อมบนหลังคาตึก, สวนแนวตั้ง, การจัดให้มีพื้นที่ว่าง หรือเจียดพื้นที่เสมือนสาธารณะบางส่วนของโครงการ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ ฯลฯ ที่ล้วนเป็นมาตรการที่ประโยชน์สาธารณะน้อย แต่ประโยชน์ของผู้ประกอบการมีมูลค่ามหาศาล ที่สุดมาตรการนี้จะทำให้เกิดโครงการลูบหน้าปะจมูกเพื่อเป็นข้ออ้างสิทธิสร้างตึกให้ใหญ่ขึ้น
จะเปิดช่องการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ และการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย ที่จะควบคู่ตามมาจากวิถีปฏิบัติที่เห็นกันต่อเนื่องมาในเรื่องการขาดการกำกับ ตรวจสอบ การบังคับใช้ก.ม.ไปจนถึงการลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
เรื่องทั้งหมดนี้คนกรุงเทพฯ ต้องสู้เองนะ อย่าหวังผู้มีอำนาจมาช่วย เพราะไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าฯ หรือแม้แต่ท่านนายกฯ ทั้งสองท่านจะเก่งจะดีอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังกังวลว่า ที่สุดแล้วท่านจะเข้าข้างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ผมหวังจากใจว่าประเมินทั้งสองท่านผิดในกรณีนี้)
ท่านทั้งสอง ล้วนมาจากอาชีพสร้างคอนโด และ ท่านผู้ว่าฯ ยังได้แต่งตั้งนักพัฒนาอสังหาฯ มาเป็นทั้งรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษา ที่ยังสามารถสลับร่างไปมาในการบริหารจัดการ ทำธุรกิจอสังหาฯ ควบคู่หน้าที่ทางราชการไปได้อย่างน่าฉงน ผมจึงคิดว่าชาวกรุงเทพฯ วางใจไม่ได้ ต้องสู้ร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามไปยัง นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ถึงการโพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างผังเมืองฯ ดังกล่าว ซึ่งรองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การแสดงความคิดเห็นนั้น สามารถแสดงความเห็นได้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่ตัวบทสรุปสุดท้าย ซึ่งทุกคนก็สามารถสะท้อนความคิดเห็นได้ เพราะอยู่ในช่วงรับฟัง ซึ่งในวันที่ 6 ม.ค.67 ก็จะมีการจัดประชุมใหญ่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จากนั้นจึงนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการผังเมืองระดับจังหวัดเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

ในส่วนของการให้ FAR Bonus แก่เอกชนนั้น ถ้าหากจะได้ประโยชน์จากการแก้ผังเมือง เอกชนเหล่านั้นก็ควรจะแบ่งส่วนหนึ่งออกมาให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะด้วย เช่น ให้ใช้พื้นที่ของอาคารเป็นพื้นที่สีเขียว หรือเปิดให้ใช้เป็นทางลัด ทางผ่าน หรือเป็นพื้นที่รองรับสาธารณูปโภคที่เคยมีอยู่และกีดขวางทางเท้า เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ขาสะพานลอย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าขยับเข้าไปในพื้นที่เอกชนได้ ก็ถือว่าเป็นการชดเชยแบ่งปันกัน
เพราะนโยบายจากฝ่ายบริหาร ที่ให้ไปยังทีมที่ทำร่างผังเมือง มี 3 ข้อด้วยกันนั่นก็คือ 1. หากมีผู้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ก็ควรจะมีส่วนหนึ่งแบ่งปันออกมาให้ประโยชน์กับสาธารณะด้วย คือไม่ใช่เจ้าของที่ดินได้ผลประโยชน์ 100% อย่างเดียว แต่ต้องมีอะไรกลับมาคืนประชาชน คืนสาธารณะบ้าง
2. การถ่ายโอน FAR ในระหว่างบล็อกกันเอง เช่น อยู่ในพื้นที่แปลงเดียวกัน เจ้าของตึกเจ้าของอาคาร ก็สามารถคุยกันได้ ทุกตึกไม่จำเป็นต้องสูงเท่ากัน มีการกระจาย Pocket Park ร่วมกันได้ สามารถนำพื้นที่สีเขียวในแปลงติดกัน นำมาทำเป็นสวนที่ใหญ่ขึ้น และ 3. จะเป็นเรื่องของเมืองชั้นในที่พื้นที่มีการพัฒนาไปแล้ว หากจะมีการบูรณะ ปรับปรุง ปัญหาที่เจอในปัจจุบัน เช่น ระบบสาธารณูปโภค ทางเท้าแคบนั้น ผังเมืองที่ถูกปรับปรุงใหม่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร จะสามารถป้องกัน เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่.



