ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของจีนรายงานการค้นพบที่ไม่ธรรมดาของเขาในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2566 โดยเป็นรายละเอียดของการเตรียมการก่อนผ่าตัดคนไข้ชายอายุ 70 ปีรายหนึ่ง เพื่อนำเนื้อร้ายที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ออกไป
ศัลยแพทย์ท่านนี้ได้ใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปในบริเวณช่องท้องของผู้ป่วย แต่ก่อนที่จะพบชิ้นเนื้อร้ายใด ๆ เขาก็พบพยาธิสีน้ำตาลขนาดใหญ่จำนวน 5 ตัวแบบเป็น ๆ ตรงทางเดินน้ำดีของผู้ป่วย ซึ่งเป็นจุดรวมกลุ่มของอวัยวะและท่อเชื่อมต่ออวัยวะต่าง ๆ ที่ร่างกายใช้เพื่อผลิต จัดเก็บและหลั่งน้ำดี
คุณหมอได้จัดการดึงปรสิตหรือพยาธิเหล่านี้ออกมาจากร่างกายของผู้ป่วย จากนั้นก็ตรวจสอบพบว่าเป็นพยาธิใบไม้ในตับ (Clonorchis sinensis) ซึ่งพบมากในแถบเอเชียตอนเหนือ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และทางตะวันออกของรัสเซีย


พยาธิชนิดจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้โดยการรับประทานอาหารที่มีไข่พยาธิปนเปื้อนเข้าไป เช่น ผักดิบ ปลาหรือกุ้งน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก ที่มาจากพื้นที่ที่พยาธิชนิดนี้อาศัยอยู่
เมื่อไข่พยาธิเหล่านี้เข้าไปอยู่ในร่างกาย ตัวอ่อนก็จะออกมาจากไข่ในบริเวณลำไส้ใหญ่ แล้วเคลื่อนย้ายไปอยู่อาศัยที่บริเวณทางเดินน้ำดีซึ่งประกอบด้วยอวัยวะที่ทำงานร่วมกันคือตับ ถุงน้ำดีและท่อน้ำดี ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตและส่งน้ำดีที่ใช้ย่อยไขมันไปยังลำไส้เล็ก
คนที่มีพยาธิใบไม้ในตับส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแสดงอาการ เนื่องจากมีจำนวนพยาธิอยู่ในร่างกายในจำนวนน้อย แต่ถ้ามีพยาธิอยู่ในตัวเป็นจำนวนมากก็มีอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการรักษา พยาธิเหล่านี้ก็จะอาศัยอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยไปตลอดชีวิต ซึ่งอาจยาวนานได้ถึง 30 ปี ตามข้อมูลที่มีบันทึกไว้ และสร้างอาการป่วยต่าง ๆ ที่ร้ายแรงได้ เช่น ตับโตหรือมีภาวะขาดสารอาหาร
ปกติแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับได้โดยผ่านการตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระของคนไข้ แต่ในกรณีของคนไข้รายนี้ เป็นการพบแบบไม่ได้ตรวจโรคพยาธิโดยตรง โดยคนไข้อยู่ระหว่างการส่องกล้องเพื่อตรวจวินิจฉัยทางเดินน้ำดี เนื่องจากในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น คนไข้ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต่อมต่าง ๆ ที่เชื่อมต่ออยู่กับส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่
ตามแผนการรักษาเดิม คนไข้รายนี้จะต้องรับการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เพื่อตัดเนื้องอกและถุงน้ำดีของเขาออกไป แต่กลับมาเจอเรื่อง “เซอร์ไพร้ส์” เสียก่อนที่จะได้ลงมือ
สุดท้ายทีมแพทย์ก็ได้ดึงพยาธิทั้งหมดออกมาจากร่างกายของผู้ป่วย และสั่งจ่ายยาถ่ายพยาธิให้เขา เพื่อขับพยาธิออกมาให้หมด หลังจากนั้น ก็ส่งตัวคนไข้ชายรายนี้เข้ารับการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการใช้เคมีบำบัดต่อไป
ที่มา : livescience.com
เครดิตภาพ : The New England Journal of Medicine



