การพบหารือกันครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับผู้นำ แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากันของสองมหาอำนาจ ท่ามกลางสภาวะวิกฤติเชิงโครงสร้างที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกนิยามว่า “กับดักธูซิดิดีส”
ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกที่ถูกเร่งเร้าด้วยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้น การที่สีหยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมากล่าวถึงอย่างเป็นทางการในการประชุม เปิดเผยให้เห็นถึงความพยายามของปักกิ่งในการตีกรอบความสัมพันธ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” เพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมแห่งสงคราม ที่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย เมื่อมหาอำนาจใหม่ก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม
แนวคิด “กับดักธูซิดิดีส” มีรากฐานมาจากงานเขียนของธูซิดิดีส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้บันทึกเรื่องราวสงครามเพโลพอนนีเซียนระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตา ว่า “การผงาดขึ้นของเอเธนส์และความกลัวที่เกิดขึ้นในใจของสปาร์ตาคือสิ่งที่ทำให้สงครามเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ในบริบทสมัยใหม่ ศ.เกรแฮม อัลลิสัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขยายความแนวคิดนี้ผ่านงานวิจัยที่วิเคราะห์กรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์ 16 ครั้งในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีถึง 12 ครั้งที่จบลงด้วยการใช้กำลังทหาร การที่ผู้นำจีนเลือกใช้คำนี้ต่อหน้าทรัมป์จึงไม่ใช่เพียงการอ้างอิงทางวิชาการ แต่เป็นคำเตือนเชิงยุทธศาสตร์ว่า ทั้งสองประเทศกำลังยืนอยู่บนเส้นขนานที่อันตรายที่สุดในยุคปัจจุบัน
สภาวะความตึงเครียดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวของสหรัฐ ต่อการสูญเสียสถานะความเป็นเจ้าโลก และความมุ่งมั่นของจีนในการบรรลุ “การฟื้นฟูความรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน” ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า ในทศวรรษที่ 2020 จีนก้าวขึ้นมาท้าทายสหรัฐฯ ในเกือบทุกมิติ ตั้งแต่การผลิตขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ไปจนถึงการขยายอิทธิพลทางเรือในแปซิฟิกตะวันตก ทำให้ความสัมพันธ์เข้าสู่สภาวะ “Zero-sum game” หรือการที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หมายถึงอีกฝ่ายต้องเสียประโยชน์ ซึ่งเป็นเชื้อไฟหลักที่นำไปสู่กับดักธูซิดิดีส
การเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก เนื่องจากเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของผู้นำสหรัฐ ครั้งแรกในรอบ 9 ปี บรรยากาศภายในงานถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้รูปแบบรัฐพิธี ซึ่งจีนใช้เพื่อแสดงถึงเกียรติยศสูงสุดและสถานะที่เท่าเทียมกันของสองมหาอำนาจ
ในการประชุมที่มหาศาลาประชาชน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. สีกล่าวว่า “คนทั้งโลกกำลังเฝ้าดูการประชุมของเรา ในขณะนี้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษกำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก และสถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนและวุ่นวาย” คำถามสำคัญที่ผู้นำจีนโยนลงกลางที่ประชุมคือ “จีนและสหรัฐจะสามารถก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า ‘กับดักธูซิดิดีส’ และสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ได้หรือไม่” คำถามนี้สะท้อนถึงการยอมรับว่าความขัดแย้งที่มีอยู่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างของอำนาจโลก
ด้านทรัมป์ แม้จะขึ้นชื่อเรื่องนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่แข็งกร้าว แต่ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผู้นำสหรัฐกล่าวชื่นชมสีว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และแสดงความยินดีที่ได้เป็น “เพื่อน” กับผู้นำจีน ทรัมป์ยังระบุว่าการประชุมครั้งนี้อาจเป็น “ซัมมิตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และคาดหวังว่า ความสัมพันธ์จะดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าความสนิทสนมเชิงสัญลักษณ์นี้ เป็นเพียงหน้าฉากของการเจรจาที่ซับซ้อนและเคร่งเครียดในห้องปิดลับ ซึ่งกินเวลานานกว่าที่กำหนดไว้ถึงเท่าตัว

การที่ผู้นำจีนกล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 100 ปี” เป็นรหัสลับทางยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลปักกิ่งต้องการสื่อสารว่า ระเบียบโลกเดิมที่นำโดยสหรัฐกำลังถึงจุดเสื่อมถอย และระเบียบโลกใหม่ที่จีนมีบทบาทสำคัญกำลังอุบัติขึ้น ภายใต้มุมมองนี้ กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นบททดสอบว่า สหรัฐจะสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยไม่ใช้กำลังทหารได้หรือไม่
สีได้เสนอทางออกผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ใหม่” ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เสถียรภาพที่เกื้อกูล คือการแข่งขันที่ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่ตกลงกันไว้ ไม่นำไปสู่การตัดขาดความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง
เสถียรภาพที่เป็นบรรทัดฐาน คือความแตกต่างและการเผชิญหน้าถูกจัดการผ่านกลไกสถาบัน ไม่ใช่การตอบโต้อย่างฉับพลันตามอารมณ์ของผู้นำ และเสถียรภาพที่ยั่งยืนการสร้างความเชื่อมั่นว่า สันติภาพจะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ในระยะยาว
คำวิงวอนของผู้นำจีนให้ทั้งสองฝ่ายเป็น “หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลปักกิ่ง ในการดึงเวลาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายใน ขณะเดียวกัน ก็พยายามกดดันให้สหรัฐยอมรับบทบาทของจีนในฐานะมหาอำนาจที่มีอิทธิพลเท่าเทียมกัน นักวิเคราะห์รัฐศาสตร์มองว่า การใช้คำว่า “กับดักธูซิดิดีส” ยังเป็นการโยนภาระให้รัฐบาลวอชิงตันเป็นผู้เลือก ว่าจะ “เปิดศึก” หรือ “ประนีประนอม” เพื่อรักษาความสงบสุขของโลก
แม้การสนทนาในระดับผู้นำจะเต็มไปด้วยถ้อยคำที่สวยงาม แต่ความจริงเชิงเศรษฐกิจกลับเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด ซัมมิตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปี2568 ที่เกิดสงครามการค้าอย่างหนักหน่วงจนทำให้การค้าระหว่างสองประเทศลดลงกว่าหนึ่งในสาม สิ่งที่ทรัมป์ต้องการจากการเยือนครั้งนี้ คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเชิงธุรกรรม เพื่อนำไปสื่อสารกับฐานเสียงในสหรัฐ
ในทางกลับกัน จีนได้ใช้ “ตลาด” เป็นอาวุธในการต่อรอง โดยแลกเปลี่ยนการเปิดตลาดกับความยินยอมของสหรัฐ ในการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง นักวิเคราะห์เตือนว่า นี่เป็นเพียง “เสถียรภาพชั่วคราว” เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในนโยบายพึ่งพาตนเอง และพยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แยกออกจากกัน
ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ประเด็นไต้หวัน คือจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่กับดักธูซิดิดีส สีย้ำเตือนกับทรัมป์อย่างหนักแน่นว่า “ประเด็นไต้หวันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ” และหากจัดการไม่เหมาะสม จะนำไปสู่ “การปะทะและการเผชิญหน้า” ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง
ท่าทีของทรัมป์ในเรื่องนี้ยังคงมีความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์ ผู้นำสหรัฐหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามโดยตรงว่า จะส่งทหารไปช่วยไต้หวันหรือไม่ หากถูกโจมตี โดยระบุเพียงว่า “มีเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ และคนนั้นคือผม” ทัศนคติของทรัมป์ที่มองว่า เขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ผ่านการเจรจาและการ “ตกลงกัน” อาจสร้างความเบาใจได้ชั่วคราว แต่ในสายตาของนักความมั่นคง นี่คือจุดเปราะบางที่อาจนำไปสู่การคำนวณพลาด ซึ่งเป็นชนวนเหตุพื้นฐานของกับดักธูซิดิดีส
นอกจากนั้น ปัจจัยภายนอกที่เร่งให้การพบกันครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง คือสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อ ทรัมป์ต้องการให้จีนใช้อิทธิพลที่มีเหนือรัฐบาลเตหะราน เพื่อช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการขนส่งพลังงาน แม้ทรัมป์อ้างว่าสีรับปาก ว่าจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ จีนกำลังได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ จากการนำเสนอตัวเองเป็น “มหาอำนาจที่อดทนและเชื่อถือได้” ขณะที่สหรัฐถูกมองว่าเป็น “ตัวทำลายระเบียบ” จากการเข้าไปพัวพันในสงคราม

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่พื้นฐานความสัมพันธ์ยังถูกกำหนดด้วยความกลัวและความทะเยอทะยานที่ขัดแย้งกัน กับดักธูซิดิดีสจะยังคงตั้งตระหง่านอยู่เป็นฉากหลังของศตวรรษที่ 21 การจะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำมั่นสัญญาในการซื้อถั่วเหลืองหรือเครื่องบิน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของสองมหาอำนาจในการแบ่งปันพื้นที่ทางยุทธศาสตร์และยอมรับความจริงที่ว่า “เมื่อร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่เมื่อเผชิญหน้ากันทั้งสองฝ่ายจะล่มสลาย” ตามคำกล่าวของผู้นำจีน
โลกหลังผ่านพ้นซัมมิตสี-ทรัมป์ จึงยังคงเป็นโลกที่แขวนอยู่บนความไม่แน่นอน โดยที่สันติภาพขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลที่เปราะบางระหว่าง “การแข่งขันที่อยู่ภายใต้การจัดการ” และ “ความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง” สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ “รูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์” ที่ผู้นำจีนนำเสนอ จะสามารถต้านทานแรงเสียดทานจากการเลือกตั้งในสหรัฐ การขยายตัวของเทคโนโลยีทางทหาร และวิกฤติการณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ยาวนานเพียงใด.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



