เนื่องจากประกาศฯ Landing Right ได้ใช้มาตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีด้านดาวเทียมได้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ได้เข้ามามีบทบาทในกิจการสื่อสาร ซึ่ง กสทช. ได้จัดประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมเมื่อ 15 มกราคม 2566 ทำให้กิจการดาวเทียมสื่อสารไทย ได้เปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต

ดังนั้น กสทช. จึงได้มีมติเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2566 เห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ต่อการปรับปรุง (ร่าง) ประกาศฯ Landing Right ดังกล่าว โดยมี กสทช. พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ กสทช. รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ร่วมเป็นประธาน และมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งออนไซต์และออนไลน์มากกว่า 200 คน โดยเป็นครั้งแรกที่สำนักงาน กสทช. ได้จัดประชุมทั้งภาษาไทยในช่วงเช้าและภาษาอังกฤษช่วงบ่าย และจะยังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 22 มกราคม 2567 นี้ สาระสำคัญในการปรับปรุงประกาศฯ ครั้งนี้ มีประเด็นหลักในการปรับปรุงแก้ไข คือ

1. การแบ่งลักษณะการอนุญาต จากเดิมเป็นการอนุญาตในลักษณะ Exclusive Right กล่าวคือ หนึ่งผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติผูกขาดเพียงหนึ่งเดียวในลักษณะ One to One ทั้งการอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติ (Landing Right) การอนุญาตสถานีภาคพื้นดินเพื่อเชื่อมโยงโครงข่าย (Gateway) และการอนุญาตเพื่อให้บริการ (Satellite Services) แต่ตามร่างใหม่จะแบ่งลักษณะการอนุญาตเป็น 3 ประเภท (Licensing Type) คือ 1. การอนุญาต Landing Right 2. การอนุญาต Gateway และ 3. การอนุญาต Satellite Services รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตในแต่ละประเภทได้หลายผู้ประกอบการ (One to Many) เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถขออนุญาตได้หากมีความพร้อมและมีขีดความสามารถในการให้บริการแต่ละกรณี

2. คุณสมบัติของผู้ขอรับการอนุญาตรวมทั้งเงื่อนไขการอนุญาต จะแบ่งตามประเภทที่อาจมีความแตกต่างกัน โดยคำนึงถึงข้อกฎหมายที่มีอยู่ เช่น ผู้ประสงค์จะขอใช้ดาวเทียมต่างชาติเพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม ก็ต้องปฏิบัติและได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม สำหรับผู้ประสงค์จะขอเพื่อประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ก็ต้องปฏิบัติและได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องคำนึงถึงด้านความมั่นคงรวมทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งขึ้นกับแต่ละประเภท โดยมีระยะเวลาการอนุญาตกรณีทั่วไปไม่เกิน 5 ปี และกรณีเฉพาะกิจ (ชั่วคราว) ไม่เกิน 1 ปี เช่นเดิม รวมทั้งค่าธรรมเนียมการอนุญาตยังคงต้องชำระค่าคำขอ 10,000 บาท และเมื่อได้รับอนุญาตต้องชำระ 2 ล้านบาทต่อ 1 สิทธิ และชำระรายปีร้อยละ 3.2 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย แต่มีการเพิ่มเติมกรณีเฉพาะกิจ (ชั่วคราว) ที่หากเป็นการประกอบกิจการต้องชำระ 40,000 บาท ต่อ 1 สิทธิ ด้วย

3. กรณีข้อยกเว้นรวมทั้งการขออนุญาตแบบเฉพาะกิจ (ชั่วคราว) ได้มีการพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ โดยนำ Pain point ของประกาศฉบับปัจจุบันมาปรับปรุงให้ดีขึ้น เช่น กรณีการให้บริการแก่ผู้โดยสารบนอากาศยาน หรือ กรณีการใช้งานดาวเทียมต่างชาติของหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้งานเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการรับเรื่องคำขอ ให้เกิดความชัดเจนและคล่องตัวขึ้นในการปฏิบัติมากขึ้น เป็นต้น

สำหรับข้อคิดเห็นที่สำคัญจากที่ประชุมฯ นั้น ได้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้ให้ข้อคิดเห็นที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ โดยสรุป เช่น

1. ข้อห่วงใยด้านความมั่นคงที่หากเปิดโอกาสให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามา จะสามารถควบคุมได้มากน้อยเพียงใดโดยเฉพาะเงื่อนไขการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินและการบังคับใช้ตามข้อกฎหมายไทย

2. ข้อคิดเห็นต่อผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิดาวเทียมไทย หากไม่ได้รับความคุ้มครองหรือสนับสนุนจะเกิดความเหลือมล้ำและไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ประเทศไทยอาจจะไม่สามารถรักษาสิทธิวงโคจรดาวเทียมของไทยได้ในอนาคต

3. ข้อคิดเห็นในการเปิดตลาดด้านดาวเทียมในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่ควรหรือจำเป็นต้องดำเนินการในห้วงนี้

4. ข้อคิดเห็นที่ประกาศนี้เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยในการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมปลายน้ำ จึงควรมีเงื่อนไขในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติให้มากขึ้น เป็นต้น    

พลอากาศโท ธนพันธุ์ กล่าวว่า ได้รับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมากจากการประชุม ที่จะได้นำมาพิจารณาในการปรับปรุงประกาศ Landing Right ซึ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากเทคโนโลยีดาวเทียมจะเข้ามามีบทบาทต่อกิจการสื่อสารแบบ Broadband ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่เน้น Broadcast และต้องยอมรับว่ากิจการดาวเทียมเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันในระดับสากลจึงต้องรับฟังความเห็นรอบด้าน ต่างจากธุรกิจสื่อสารอื่น เช่น โทรศัพท์มือถือที่ให้บริการเฉพาะในประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ได้เปลี่ยนผ่านกิจการดาวเทียมจากระบบสัมปทานมาสู่ระบบการอนุญาตแล้ว

“สิ่งสำคัญประกาศฉบับนี้ต้องสร้างสมดุล โดยต้องคุ้มครองสนับสนุนผู้ประกอบการดาวเทียมไทยให้มีความเข้มแข็งอยู่ได้ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ แต่ก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยได้ใช้เทคโนโลยีหรือบริการดาวเทียมต่างชาติ ที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่มี หรือให้บริการได้ รวมทั้งที่สำคัญเรื่องความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศ ดังนั้นประกาศฉบับนี้ ต้องสามารถปกป้องอธิปไตยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยทางด้านความมั่นคงที่ในอนาคตอันใกล้นี้จะมาจากดาวเทียมแน่นอน“ พลอากาศโท ธนพันธุ์  กล่าว