สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ว่า แผนการดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาแผ่นดินทรุดตัวที่กำลังคุกคามชายฝั่งตอนเหนือของเกาะชวา ซึ่งเป็นที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยแผ่นดินทรุดตัวลงลึกถึง 25 เซนติเมตรต่อปี สวนทางกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ


เกาะแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมากกว่า 50 ล้านคน มากที่สุดในอินโดนีเซีย และมีส่วนส่งเสริมผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ร้อยละ 20.7 ผ่านกิจกรรมทางอุตสาหกรรม การประมง การขนส่ง และการท่องเที่ยว


ขณะเดียวกัน ปัญหาแผนดินทรุดตัวยังอาจคุกคามพื้นที่อุตสาหกรรม 70 แห่ง และเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ระดับชาติ อาทิ สนามบิน ทางรถไฟ และท่าเรือ


ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียมองการวางแผนในระยะยาว เพื่อบรรเทาความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง โดยจากเป้าหมายสร้างกำแพงกันคลื่นริมชายฝั่ง ที่มีความยาว 38.9 กิโลเมตร จนถึงขณะนี้สามารถก่อสร้างได้ 18.3 กิโลเมตรแล้ว


ด้านนายเฮรู บูดี ฮาร์โตโน รักษาการผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า ภูมิภาคเกาะชวาสูญเงิน 2.1 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 4,720 ล้านบาท) ต่อปี เนื่องจากเหตุน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งตอนเหนือ และตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 22,400 ล้านบาท) ต่อปีภายในหนึ่งทศวรรษ.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA