เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เวลา 07.30 น. คุรุสภา ได้จัดงานวันครู ครั้งที่ 68 พ.ศ. 2567 ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ครูดีสอนดี ศิษย์ดีเรียนดี มีความสุข” โดยเริ่มพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 69  รูป พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์ พิธีบูชาพระคุณบูรพาจารย์ โดยปีนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันครู ครั้งที่ 68 พ.ศ. 2567 ว่า “ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์” ซึ่งวันครูปีนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานงานวันครู พร้อมมอบรางวัลเข็มเชิดชูเกียรติให้แก่ครูภาษาไทยดีเด่น จำนวน 3 ราย และโล่พระราชทานรางวัลคุรุสภาระดับดีเด่น จำนวน 9 ราย ต่อจากนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้คารวะครูสมัยเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้แก่ คุณครูอรพรรณ หนูราช

โดยนายอนุทิน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งเนื่องในโอกาสวันครูครั้งที่ 68 ว่า หลายคนมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลข่าวสารจากคะแนนประเมินสมรรถนะนักเรียนระดับสากล หรือ พิซา ปี 2022 ของนักเรียนทั่วโลก ซึ่งผลโดยรวมนั้นเป็นกราฟที่ดิ่งลง จนองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ The Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ได้มีการวิเคราะห์วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้ และพบว่าส่วนหนึ่งของปัจจัยสำคัญของนักเรียนทั่วโลกมีผลการศึกษาที่ต่ำลงนั้น ไม่ใช่มาจากความยากจนหรือความไม่พร้อมของครอบครัว แต่เป็นการถูกเบนความสนใจโดยอุปกรณ์การสื่อสารสมัยใหม่ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการเรียนของเด็กที่ยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งเพียงแค่สองเรื่องนี้ ก็เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของครูทุกคน เราจะยืนอยู่ตรงไหนในวันที่เด็กจำนวนมากคิดว่าข้อมูลความรู้ที่น่าสนใจก็อยู่บนโลกออนไลน์ทั้งหมด ไม่ได้อยู่แค่เฉพาะห้องเรียน จนเด็กรู้สึกว่าไม่ต้องเชื่อฟังครูก็ได้ และเด็กจำนวนมากนั้น ก็อยู่ที่บ้านในยุคสมัยใหม่ ก็ไม่มีใครคอยดูแลในเรื่องของระเบียบวินัยและฐานความคิดในการที่ดูแลอยู่ในโลกยุคใหม่ ซึ่งค่านิยมที่เปลี่ยนไปและโลกยุคใหม่นี้ ก็มีสิ่งเร้าอีกมากมายที่คอยแต่จะดึงให้เด็กแต่ละคนให้ไปอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงที่อยู่ในระยะสั้น อาจทำให้เด็กเสียอนาคตได้

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขณะนี้มีเหตุการณ์ที่ทำให้หดหู่ใจอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับเด็กเยาวชน พบเยาวชนที่ไปเที่ยวสถานบันเทิงทั้งที่อายุยังไม่ถึง ดังนั้นเราจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่มีฐานความคิดที่แข็งแรงพอ ในโลกที่มีอันตรายมากกว่าเดิม ซึ่งการสร้างฐานคิด คือบทบาทของครูในโลกยุคปัจจุบัน ครูจะต้องวางรากฐานทางความคิดและเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์สามารถต่อยอดได้ เพราะการที่ใครสักคนจะวางฐานให้เราได้ นอกจากเขาจะต้องมีองค์ความรู้แล้ว ก็จะต้องสร้างความศรัทธาได้ด้วย จึงจะเกิดการฟังการเชื่อและการยอมรับได้จริงๆ ดังนั้น การเป็นครูที่น่าศรัทธา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องไม่ล้าสมัย เราจะได้วางแผนความคิดให้แก่ลูกศิษย์ของเราได้ ซึ่งครูที่น่าศรัทธานั้น นอกจากอยู่ในศีลธรรมแล้ว ในยุคนี้ครูที่น่าศรัทธาสำหรับเด็กในในโลกสมัยนี้ ก็คงจะต้องเป็นครูที่ไม่ตกยุค คือครูที่พร้อมและเป็นผู้รับรับฟังที่ดี และไม่กลัวความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมต่างๆ ทางเทคโนโลยีได้ 

“ผมขอยกตัวอย่างครูภาษาไทย เพราะเป็นความท้าทายอย่างมาก วันนี้เราอ่านสื่อต่างๆ จะพบว่ามีการใช้ภาษาไทยผิดเยอะมากจนน่าตกใจ และยิ่งไปกว่านั้น คำพูดคำจาของผู้คน โดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็มีจำนวนมาก ที่ก่อให้เกิดความแตกแยกความขัดแย้งและไม่สร้างสรรค์ในเชิงบ่อนทำลาย และชวนทะเลาะ ยิ่งไปกว่านั้นผลการทดสอบการอ่านของเด็กไทยลดต่ำลง ซึ่งจะพาให้ผลการทดสอบด้านอื่นๆ ตกต่ำลงไปด้วย ดังนั้นหากครูทำให้เด็กเข้าใจภาษาของเราได้ดี ก็จะถ่ายทอดภาษาออกมาได้ดี ทั้งนี้ นักการศึกษาและครูทั้งหลายต้องช่วยกันคิดว่าเราจะแก้วิกฤติกันอย่างไร ต้องทำอย่างไรที่จะวางฐานคิดให้นักเรียนได้เห็นความสำคัญของภาษาและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ครูกับเด็กต้องไม่อยู่กันเหมือนคนละโลก ต้องสื่อการสอนที่มีสื่อจากชีวิตจริง ฝึกให้เด็กอ่านเขียนวิเคราะห์ให้มากขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า ในวันครูปีนี้ ศธ. ได้มีของขวัญวันครูหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายครูคืนถิ่น ที่วันนี้จะเปิดระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) อย่างเป็นทางการที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับการดำเนินการย้ายกรณีปกติ ในรูปแบบของการย้ายสับเปลี่ยน ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย และที่สำคัญการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนั้น มีกรอบดำเนินการร่วมกันทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยในส่วนของเชิงรับ เราจะปรับโครงสร้างหนี้ของครูและลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ครูมีศักยภาพในการชำระหนี้ได้ และการช่วยเหลือครูกลุ่มวิกฤติสีแดง ที่กำลังถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ไม่สามารถชำระหนี้ได้ประมาณ 10,000 ราย ขณะที่มาตรการเชิงรุก เราจะให้องค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้ครูมีความรู้ในการบริหารเงินของตัวเอง จะได้ไม่ไปก่อหนี้สินอีกในอนาคต ซึ่งกรอบแนวทาง เราได้ทำความร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว

โฆษก ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการลดภาระครูนั้น เป็นนโยบายของ รมว.ศธ. ที่จะจัดหาอุปกรณ์เสริมการสอนให้แก่ครู โดยขณะนี้ ศธ. มีนโยบายจัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในการส่งเสริมการเรียนการสอนของครูและนักเรียน เพื่อวางแผนการสอนให้แก่ครูได้ด้วย ซึ่งอุปกรณ์การสอนที่จะแจกให้แก่ครูนั้น จะเริ่มดำเนินการแจกได้ในปีงบประมาณ 2568 นอกจากนี้ จะเติมเรื่องงานธุรการและนักการภารโรงให้แก่โรงเรียน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ระหว่างดำเนินการทำเรื่องขอมติ ครม. เพื่อจัดสรรงบกลางในการจ้างนักการภารโรงต่อไป เพื่อลดภาระงานครูในส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากงานสอนด้วย