พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า เอ็นทีได้เสนอแผนธุรกิจปี 2567 เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบ ไปเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา โดย คนร.ขอให้เอ็นทีนำแผนที่เสนอเพิ่มเติม 7 ข้อไปจัดทำรายละเอียดและแผนรายได้เพื่อนำมาเสนออีกครั้งหนึ่ง ประกอบด้วย 1.การพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ 2.การหาโอกาสจากเทคโนโลยีเอไอ และ ดาต้า 3.การดำเนินงานด้านบริการรัฐบาลดิจิทัล 4.การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน  5.ธุรกิจโมบายล์ เพิ่มการขายกลุ่มงานราชการ ให้บริการ M2M และ IoT 6.การพัฒนาบริการ Neutral Last Mile และ 7.การสรรหาพันธมิตรบรอดแบนด์

สำหรับแผนในการพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ นอกจากแผนการพัฒนาพื้นที่ให้เช่าแล้ว บริษัทยังมีแผนพัฒนาที่ดิน 2 แห่ง จาก 5-6 แห่ง ในกรุงเทพฯและปริมณฑล คือ เอ็นที ที่ คลองเตย พื้นที่ 4 ไร่ และเอ็นที ที่ งามวงศ์วาน พื้นที่ 70 ไร่ ในการพัฒนาเป็นดาต้า เซ็นเตอร์ ร่วมกับพันธมิตร เพื่อให้บริการคลาวด์ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทต่างชาติสนใจอยู่ 4-5 บริษัท เนื่องจากดาต้า เซ็นเตอร์ 2 แห่ง ของเอ็นที ทั้งที่ บางรัก และ นนทบุรี ใกล้เต็มแล้ว จะใช้ได้อีกเพียง 2 ปี ขณะที่การสร้างดาต้า เซ็นเตอร์แห่งใหม่ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี 8 เดือน ดังนั้นจึงต้องเร่งหาข้อสรุป เบื้องต้นคาดว่าจะลงทุนประมาณ 500-1,000 แรค 

“แผนนี้ คนร.ให้ความสำคัญมาก เพราะทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณ และความต้องการใช้งานมีจำนวนมาก แต่บริษัทไม่สามารถทำได้ตามความต้องการเพราะต้องรองบประมาณจากภาครัฐ ซึ่ง คนร.เห็นว่าตลาดคลาวด์โตมากกว่า 10% ไปถึง 20% ได้อย่างแน่นอน เพราะสิงคโปร์หยุดการเติบโตแล้ว การลงทุนจึงตรงไปที่ประเทศมาเลเซีย ด้วยสิทธิประโยชน์ภาครัฐที่มากกว่า เช่น ค่าไฟที่ถูกกว่าประเทศไทย 2 เท่า, การให้ที่ดินฟรีในการสร้าง เพราะเห็นว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจตามมาอย่างอัตโนมัติ ทั้ง ที่พัก ตลาด โรงพยาบาล ตลอดจนห้างสรรพสินค้า ดังนั้นเอ็นทีต้องประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการนำเสนอรัฐบาลออกสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนและเอ็นทีเองก็จะหาลูกค้าบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น”

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า เมื่อเอ็นทีเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ภาครัฐ สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เอไอ และ บิ๊ก ดาต้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านน้ำ เกษตรกรรม เอ็นทีจะต้องเดินหน้าลงนามความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแชร์ข้อมูล และเกิดประโยชน์กับสตาร์ทอัพในการนำไปพัฒนาสินค้าและบริการในตลาด คาดว่าภายใน 2 ปี ธุรกิจบิ๊ก ดาต้า จะสามารถเกิดเป็นธุรกิจได้ โดยจุดแข็งของเอ็นทีคือ การเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเข้ม มั่นใจได้ว่าเราคือ โอเปอเรเตอร์ที่เก็บข้อมูลได้ปลอดภัยมากที่สุด โดยต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ดิจิทัลจาก 5-10% ประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็น  10,000 ล้านบาท ภายในปี 2570

สำหรับบริการรัฐบาลดิจิทัล ปีนี้จะเริ่มเห็นการให้บริการแพลตฟอร์มภาครัฐที่เอ็นทีทำ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หน่วยงานฉุกเฉินทางการแพทย์ และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 16 แห่ง ที่เอ็นทีให้บริการฟรีและใกล้ครบกำหนดแล้ว คาดว่าจะกลายมาเป็นลูกค้าต่อไป

ส่วนแผนการตั้งบริษัทลูกร่วมกับพันธมิตร มั่นใจว่าปีนี้จะมีประมาณ 2-3 บริษัท โดยแนวคิดคือ ปกติต้องจ้างบริษัทนอกมาดูแลอยู่แล้ว ก็เปลี่ยนเป็นตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรที่สนใจ เพื่อรับงานในบริษัทแม่และสามารถรับงานบริษัทอื่นๆ ได้ด้วย อาทิ บริษัทรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ดูแลสวน และบริษัทไอที เป็นต้น 

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า ธุรกิจโมบายล์ เน้นให้บริการรูปแบบ Machine To Machine (M2M) และใช้คลื่น 700 MHz ในการให้บริการ IoT  โดยจะเน้นโครงการภาครัฐ ขณะที่การพัฒนาบริการ Neutral Last Mile เอ็นทีจะเน้นการให้บริการสายไฟเบอร์สู่ครัวเรือนแบบ Single Last Mile ใช้การลากสายเข้าบ้านร่วมกันกับทุกโอเปอเรเตอร์เพื่อป้องกันปัญหาสายรุงรังและลดต้นทุนในการพาดสาย โดยจะเริ่มได้ทันทีในที่อยู่อาศัยเกิดใหม่ ขณะที่เรื่องท่อร้อยสายลงดินนั้น ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่เพราะติดเรื่องงบประมาณและต้องหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 

สำหรับแผนสุดท้ายคือการหาพันธมิตรในการให้บริการบรอดแบนด์ ต้องยอมรับว่าบรอดแบนด์เป็นธุรกิจที่ขาดทุนมาโดยตลอด ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่แม้ว่าเอ็นทีจะมีความสามารถในการให้บริการ 2,400 กิโลเมตรท่อ มีพนักงานให้บริการกว่า 2,000-3,000 คน แต่ก็ไม่สามารถแข่งขันด้านการตลาดกับเอกชนได้ ทั้งเรื่องราคา โปรโมชั่น และการบริการ ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการหาพันธมิตรเพื่อมาทำงานร่วมกับเอ็นที โดยอาจนำร่องหาพันธมิตรทำบรอดแบนด์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการปี 2566 ยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่คาดว่าจะมีผลประกอบการขาดทุน จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีกำไรประมาณ 100-200  ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น สัญญาจากพันธมิตรที่ต้องชำระ, ค่าใช้จ่ายในการย้ายหน่วยงานในองค์กร รวมถึงคดีความที่อาจจะต้องจ่ายประมาณ 100 ล้านบาท บริษัทจึงตัดสินใจเพิ่มเงินเดือนให้พนักงาน 5% จากเดิมที่มีการเพิ่มประมาณ 6.5% 

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า ได้ประมาณการผลประกอบการปี 2567 คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 87,983.93 ล้านบาท มีรายจ่ายอยู่ที่ 89,882.48 ล้านบาท ขาดทุน เกือบ 2,000 ล้านบาท งบลงทุน 5,000 ล้านบาท โดยรายได้ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน 8,965.33 ล้านบาท, กลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ 2,190.76 ล้านบาท, กลุ่มโมบายล์ 47,889.54 ล้านบาท, กลุ่มโทรศัพท์พื้นฐานและบรอดแบนด์ 18,673.72 ล้านบาท, กลุ่มดิจิทัล 4,303.93 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 5,960.65 ล้านบาท