สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่า คณะตุลาการศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือ ศาลโลก มีมติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา “กำลังเผชิญกับภาวะหายนะ” และ “มีความเสี่ยงในระดับร้ายแรงที่จะเสื่อมถอยลงไปอีก”


ด้วยเหตุนี้ อิสราเอล “ต้องดำเนินการภายใต้ขอบเขตอำนาจ” ป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และป้องปรามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้วาจาที่อาจกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมกันนี้ ไอซีเจแสดงความวิตกกังวล ต่อตัวประกันที่ยังเหลืออยู่ในฉนวนกาซา และเรียกร้องการปล่อยตัวทันทีโดยปราศจากเงื่อนไข


ขณะเดียวกัน อิสราเอล “ต้องดำเนินการทันที และต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน ให้แก่ประชาชนในฉนวนกาซา” และอิสราเอลต้องนำเสนอแผนปฏิบัติการทั้งหมดต่อไอซีเจ ภายในระยะเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่มีการประกาศคำพิพากษา


แม้คำตัดสินของศาลโลกไม่ได้ระบุอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับการหยุดยิง และคณะตุลาการไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า อิสราเอลมีพฤติการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาจริงหรือไม่ แต่นางนาเลดี พันดอร์ รมว.การต่างประเทศแอฟริกาใต้ กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลโลก “เทียบเท่ากับการหยุดยิง” เนื่องจากการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น หากไม่มีการหยุดยิงเกิดขึ้น


อนึ่ง แอฟริกาใต้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลก ที่กรุงเฮก ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ว่าอิสราเอลละเมิดอนุสัญญา ว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉบับปี 2491 จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา และเรียกร้องศาลโลกออกคำสั่งชั่วคราว ให้คู่สงครามหยุดยิง ระหว่างการพิจารณาคดียังดำเนินอยู่


ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่า การฟ้องร้องของแอฟริกาใต้ “ปราศจากข้อเท็จจริงและไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางกฎหมาย” และวิจารณ์อีกฝ่ายว่า “สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย” หมายถึงกลุ่มฮามาส ขณะเดียวกัน การยื่นคำร้องของแอฟริกาใต้ “บ่งชี้เจตนาว่าต้องการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ผ่านการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการเท่านั้น”.

เครดิตภาพ : AFP