ในโลก “ยุคดิจิทัล” ที่อะไรๆ ถูกปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงเป็นดิจิทัลไปซะหมด ส่งผลให้ “ขยะดิจิทัลสะสม” (Digital clutter) เพิ่มมากขึ้นในเครื่องหรืออุปกรณ์ของเรา
หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า “ขยะดิจิทัลสะสม” คืออะไร? “คอลัมน์ชีวิตติด TECH” วันเสาร์นี้ จะพามาทำความเข้าใจกัน ซึ่งหากทำความเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ข้อมูลที่เป็นไฟล์เอกสาร หรือไฟล์ดิจิทัลรวมถึงแอปพลิเคชันที่ถูกสร้างขึ้นในเครื่อง หรือติดตั้งแอปในเครื่องไว้ แต่ไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว
ซึ่งมักจะไม่ค่อยได้อัปเดตแอป หรือไม่ปรับตั้งค่าความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวอย่างถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อความปลอดภัยของอุปกรณ์แล้ว ยังส่งผลในเรื่อขีดจำกัดพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย!!
หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือ หากเราติดตั้งแอปพลิเคชันจำนวน 12 แอปทุกเดือน เมื่อเราไม่ใช้งานแล้ว ลบออกเพียง 10 แอป จึงหลือ 2 แอป ที่ถูกทิ้งไว้ในเครื่องโดยไม่ได้ใช้งานเลย จึงกลายเป็น “ขยะดิจิทัลสะสม” อยู่ในดีไวซ์หรือในระบบคลาวด์ที่เราใช้ตลอดไป เรียกว่า การดูแลเนื้อหาในดีไวซ์ไม่ดี ก่อให้เกิดขยะดิจิทัลสะสมอีกด้วย!!

จากข้อมูลของ แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ระบุว่า ผู้ใช้ 55% จะแก้ไขเนื้อหาในดีไวซ์ของตน ลบเอกสารและแอปที่ไม่ได้ใช้เป็นประจำ ขณะที่ผู้ใช้ 32% จะจัดการขยะดิจิทัล เป็นครั้งคราว และผู้ใช้ 13% ไม่พยายามลบเอกสารและแอปใดๆ เลยด้วยซ้ำ!!
สำหรับข้อมูลห้าอันดับแรกที่ผู้ใช้โดยทั่วไปจะจัดเก็บไว้ในดีไวซ์ ได้แก่ ภาพถ่ายและวิดีโอทั่วไป จำนวน 90% ภาพถ่ายและวิดีโอการเดินทางและอีเมลส่วนตัว 89% ข้อมูลที่อยู่/ข้อมูลติดต่อ 84% ข้อความส่วนตัวทาง SMS/IM 79% และเอกสารและข้อมูลส่วนตัว 74%
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 65 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 65 มีการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์จำนวน 336,896 เรื่อง ก่อความเสียหายประมาณ 45.73 พันล้านบาท

โดยเคสที่ได้รับการรายงานส่วนใหญ่ คือ การหลอกให้ติดตั้งไดรเวอร์ระบบ การกระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูล หลอกให้เหยื่อลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางโทรศัพท์ และการซื้อขายสินค้า หรือบริการโดยการฉ้อโกง
เมื่อขยะดิจิทัลสะสมมากขึ้น ส่งผลให้อุปกรณ์นั้นๆ ต้องการรีเฟรช อัปเดตแอปต่างๆ เพื่อกันไม่ให้มัลแวร์ที่คอยจ้องอาศัยช่องโหว่ผ่านแอปเหล่านั้นเจาะเข้าอุปกรณ์มาได้ เราจึงต้องหมั่นดูแลอุปกรณ์ของตัวเอง
ซึ่งสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น คลีน อัปเดตซอฟต์แวร์และแอป รวมถึงปรับตั้งค่า setting อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลเฉพาะในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น และยกเลิกหรือลบแอปที่ไม่ได้ใช้งานออกจากเครื่อง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลสำคัญของเรา จึงควรขจัด “ขยะดิจิทัล” บนดีไวซ์ นอกจากนี้ทาง แคสเปอร์สกี้ ยังได้แนะนำข้อปฏิบัติเพื่อให้ปลอดภัยในโลกดิจิทัล เริ่มกันที่

1.บอกลารหัสผ่าน ในปี 2022 บริษัทยักษ์ใหญ่ได้ปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย อย่างเช่น Apple, Google และ Microsoft เปิดตัวการลงชื่อเข้าใช้แบบไร้รหัสผ่าน (passwordless sign-ins) แทนการใช้รหัสผ่าน ดีไวซ์ของเรา จะจัดเก็บคีย์การเข้ารหัสที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องพิมพ์รหัสลงไปและทำให้ถูกขโมยยากมาก จึงขอแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีนี้ในทุกที่ที่มีให้บริการ เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่บัญชีของเราจะถูกบุกรุก นอกจากนี้ยังสะดวก เพราะคุณไม่จำเป็นต้องคิด จดจำ และป้อนรหัสผ่านอีกต่อไปในภายหลัง เบราว์เซอร์ Chrome, Edge และ Safari ก็รองรับเทคโนโลยีนี้ทั้งบนแพลตฟอร์มเดสก์ท็อปและมือถือ
2.ใช้แล้วทิ้ง การรั่วไหลของข้อมูลยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงทางดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด จึงแนะนำให้เราให้ข้อมูลน้อยที่สุดแก่บริการที่ไม่สำคัญ โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์และบริการดิจิทัลเชิงพาณิชย์ โดยไม่ระบุนามสกุล หรือบัญชีโซเชียลมีเดียของเรา และโดยทั่วไปแล้ว ให้ข้ามช่องที่ไม่บังคับ และใช้อีเมลแอดเดรส และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้แล้วทิ้งเป็นข้อมูลติดต่อ บริการจำนวนมากมีหมายเลขโทรศัพท์ชั่วคราวสำหรับรับข้อความยืนยัน เช่นเดียวกับที่อยู่อีเมลแบบใช้ครั้งเดียว เพียงแค่ลองค้นกูเกิ้ลว่า “หมายเลขโทรศัพท์/อีเมลแอดเดรสแบบที่ใช้แล้วทิ้ง” บริการชำระเงินบางประเภทอาจมีหมายเลขบัตรเครดิตแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งทำให้การชอปปิงออนไลน์ปลอดภัยยิ่งขึ้น
3.หลีกหนีจากโซเชียลมีเดียที่เป็นพิษ (toxic) หากโซเชียลมีเดียทำให้เรารู้สึกกระวนกระวายใจ ก็ถึงเวลาที่จะลด ละ เลิก เพื่อสิ่งที่ดี ซึ่งเราสามารถเลิกใช้งานโซเชียลมีเดียโดยไม่สูญเสียข้อมูลอันมีค่า เช่น รูปภาพได้ โดยการสำรองข้อมูล หรือปิดการใช้งานชั่วคราว

4.หยุดไถฟีด ผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ข่าวอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการเสพข่าว หรือดูโพสต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับข่าวสารและโพสต์อย่างไม่สิ้นสุด ให้กำหนดเวลาบนโทรศัพท์ สำหรับเครือข่ายโซเชียลและแอปข่าว เริ่มต้นด้วยหนึ่งชั่วโมงต่อวัน โดยทาง Apple มีฟีเจอร์ Screen Time สำหรับ Google ก็มี Digital Wellbeing และ Huawei ก็มี Digital Balance หากใช้เวลาบนโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเกินไป ฟีเจอร์เหล่านี้ สามารถช่วยได้ ควรเปิดใช้งานเครื่องมือควบคุมตนเองเพิ่มเติมในการตั้งค่าของเครือข่ายโซเชียลต่างๆ
5.แยกชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานออกจากกัน การแยกงานและชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่ดีด้วยเหตุผลหลายประการ ช่วยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพราะงานจะไม่รบกวนเวลาของครอบครัวและเพื่อนฝูง และเรื่องในบ้านก็จะไม่รบกวนในช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งนายจ้าง หรือบริษัทก็ได้รับการปรับปรุงความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยการใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ แยกกัน ว่าเป็นเครื่องสำหรับการทำงาน หรือเครื่องสำหรับชีวิตส่วนตัว สิ่งที่ต้องจำไว้ คือ อย่าใช้เว็บไซต์ส่วนตัว อีเมล และโซเชียลเน็ตเวิร์กบนดีไวซ์ที่ทำงาน และในทางกลับกัน อย่าใช้เว็บไซต์และอีเมลงานบนดีไวซ์ส่วนตัว

และ 6.สังเกตสุขอนามัยทางไซเบอร์ โดยใช้ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ทุกเครื่อง ใช้รหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเว็บไซต์ อัปเดตแอปและระบบปฏิบัติการทั้งหมดเป็นประจำ เคล็ดลับเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับเพิกเฉยต่อเคล็ดลับเหล่านี้
ความปลอดภัยทางไซเบอร์เริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่ตัวเรา ดูที่เครื่อง ได้กำจัด “ขยะดิจิทัลสะสม” กันหรือยัง!?!
Cyber Daily



