เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 69 ที่รัฐสภา นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส.สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) แถลงข่าวเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. .. ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันการปฏิรูปกฎหมายข้าวของประเทศครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายในการคืนศักดิ์ศรี สร้างความเป็นธรรม เพิ่มความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวนาไทยอย่างยั่งยืน เนื่องจากข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขณะที่ชาวนาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรและสร้างรายได้จากการส่งออกข้าวซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันพี่น้องชาวนายังคงเผชิญปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดอำนาจการต่อรอง และไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายด้าน

นายณัฐชาติ กล่าวว่า ทั้งนี้ กฎหมายที่ใช้กำกับดูแลกิจการค้าข้าวในปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ. 2489 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 80 ปี และไม่สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวิถีการผลิตในปัจจุบัน พรรคกล้าธรรมจึงได้ระดมความคิดเห็นจากเครือข่ายชาวนาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นร่าง พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. .. เพื่อยกเลิกกฎหมายเดิมและสร้างกลไกใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาของชาวนาอย่างแท้จริง

“ร่าง พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. .. ไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมให้กับชาวนาไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้กับประเทศ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่าย ร่วมกันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านการพิจารณา เพื่อสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายณัฐชาติ กล่าว

สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การให้สิทธิและโอกาสแก่ชาวนาที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยขยายนิยามคำว่า “ชาวนา” ให้ครอบคลุมผู้ที่ทำนาบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีหลักฐานหรือได้รับการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าประกอบอาชีพทำนาจริงอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ฤดูการผลิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ ทั้งเงินอุดหนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติได้อย่างเท่าเทียม

2.การเปิดโอกาสให้ชาวนาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระดับชาติ ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกำหนดให้มีตัวแทนเครือข่ายชาวนาหรือองค์กรอาชีพชาวนาไม่น้อยกว่า 4 คน ร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของชาวนาโดยตรง

3.การปฏิรูประบบรับซื้อข้าวเพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยกำหนดให้โรงสีและผู้ประกอบการต้องจัดทำหลักฐานการรับซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรและมอบให้ชาวนาทันที พร้อมระบุรายละเอียดสำคัญอย่างชัดเจน ทั้งชนิดข้าว น้ำหนัก ความชื้น ราคา และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ถูกหัก นอกจากนี้ยังห้ามผู้ค้าข้าวร่วมกันผูกขาดหรือกดราคารับซื้อ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท 

4.การยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยกำหนดมาตรการควบคุมการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการปลอมปน เพื่อป้องกันการหลอกลวงเกษตรกร ยกเว้นกรณีการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์กันภายในชุมชน หากผู้ใดลักลอบจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เถื่อนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

5.การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาวิถีชีวิตชาวนา เพื่อเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนสำหรับสนับสนุนสวัสดิการชาวนา การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว รวมถึงใช้เป็นกลไกช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในกรณีฉุกเฉินหรือเกิดวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ.