สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ว่า ศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) รายงานเหตุโดรนติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายโจมตี “ทาวเวอร์ 22” ซึ่งเป็นรหัสของฐานทัพสหรัฐ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์แดน ใกล้กับซีเรียและอิรัก เมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตอย่างน้อย 3 นาย และมีทหารได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 30 นาย


เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ที่กำลังพลของสหรัฐในตะวันออกกลางเสียชีวิต นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีบุคคลกลุ่มใดออกมารับสมอ้าง ด้านกลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ ว่าการโจมตีที่เกิดขึ้น “ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม” ถือเป็น “การส่งสัญญาณ” ถึงสหรัฐ ว่าตราบใดที่การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในฉนวนกาซายังไม่ยุติ อีกฝ่ายอาจต้องเผชิญหน้ากับ “ทั้งโลกมุสลิม”


ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ ประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างหนัก และกระทรวงการต่างประเทศจอร์แดนออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของทหารอเมริกันทั้งสามนาย ในเวลาเดียวกัน ทำเนียบขาวเผยแพร่แถลงการณ์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่า “สหรัฐจะตอบโต้”


ทั้งนี้ ข้อมูลจากรัฐบาลวอชิงตันระบุว่า กำลังพลของสหรัฐในอิรักและซีเรีย ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีมากกว่า 150 ครั้ง นับตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา


อีกด้านหนึ่ง บรรยากาศในทะเลแดงยังคงตึงเครียด โดยกองทัพสหรัฐโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังฮูตีในเยเมนเป็นระยะ เพื่อตอบโต้ที่อีกฝ่ายยังคงยิงจรวดใส่เรือบรรทุกสินค้าในบริเวณนั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเยเมนซึ่งมีฐานอยู่ที่เมืองเอเดน กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ “เปล่าประโยชน์” ส่วนกลุ่มฮูตียืนยัน เดินหน้าปฏิบัติการต่อไป ตราบใดที่อิสราเอลยังไม่ยุติการโจมตีทางทหารในฉนวนกาซา.

เครดิตภาพ : Google Earth