สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ว่า ดับเบิลยูเอชโอ เรียกร้องเมื่อปี 2561 ให้เลิกใช้กรดไขมันที่ผลิตทางอุตสาหกรรมในอาหารทั่วโลก ภายในปี 2566 เนื่องจากมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ไขมันทรานส์ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึง 500,000 คนต่อปี

แม้เป้าหมายดังกล่าวไม่บรรลุผลสำเร็จ และถูกขยายเวลาออกไปเป็นภายในปี 2568 แต่ตอนนี้ ประเทศซึ่งดำเนินนโยบายแนวปฏิบัติดีที่สุดต่อสารพิษ เพิ่มขึ้นจาก 11 ประเทศ เมื่อปี 2561 เป็น 53 ประเทศ หรือคิดเป็น 46% ของประชากรโลก ซึ่งดับเบิลยูเอชโอ ประมาณการว่า ตัวเลขข้างต้นช่วยชีวิตผู้คนประมาณ 183,000 คนต่อปี

“ไขมันทรานส์ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก” นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวในแถลงการณ์ “พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หลายประเทศออกนโยบายห้าม หรือจำกัดไขมันทรานส์ในอาหาร”

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำจัดไขมันทรานส์ หมายถึง การจำกัดปริมาณไขมันทรานส์ที่ผลิตทางอุตสาหกรรมไว้ที่ 2 กรัม ต่อไขมัน 100 กรัมในอาหารทั้งหมด หรือการห้ามผลิตหรือใช้น้ำมันที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของไขมันทรานส์

สำหรับประเทศที่ได้รับใบรับรองความคืบหน้า ในการกำจัดไขมันทรานส์ พวกเขาต้องส่งข้อมูลให้ดับเบิลยูเอชโอ ทุก ๆ 3 ปี เพื่อรักษาสถานะของตน ขณะที่เทดรอส เรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ปฏิบัติตาม รวมถึงการเจรจา เพื่อรักษาความสนับสนุนจากอุตสาหกรรมอาหาร.

เครดิตภาพ : AFP