การซื้อของออนไลน์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยไปแล้ว เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องเคยสั่งซื้อของออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์อีคอมเมิร์ซต่างๆ
โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ระบาดใหญ่ 3-4 ปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างมาก วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะพามาดู 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซประเทศไทยปี 2567 จาก “กูรู อีคอมเมิร์ซ” คือ “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้ง Priceza และที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA)
ธนาวัฒน์ บอกว่า ภาพรวมมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คาดการณ์ว่า จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 16% อยู่ที่ 199,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และ 231,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568
สำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน มีมูลค่า 980,000 ล้านบาท รองจาก ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่าใหญ่กว่าประเทศไทย 3 เท่า แต่ไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก!!

ซึ่ง 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซประเทศไทยปี 2567 ประกอบด้วย
เทรนด์ที่ 1 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกลับมาแข่งขันดุเดือดอยู่รอดได้ต้องหาจุดยืนในตลาดให้เจอ
“ธนาวัฒน์” บอกว่า TikTok ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ goto เจ้าของบริษัท Tokopedia และ Gojek ในอินโดนีเซีย ทำให้มูลค่าของทั้ง 2 แพลตฟอร์มรวมกันจะสูงราวๆ 18% จะกลายเป็นผู้เล่นเบอร์ 2 ของภูมิภาคนี้ทันที ท้าชน Shopee อันดับ 1 ในอาเซียน ขณะที่ในไทยต้องเตรียมรับมือผู้เล่นจีน Memu อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาร่วมศึกสมรภูมิประเทศไทย
“ช่องทางการขายอีคอมเมิร์ซแต่ละแพลตฟอร์มยังมีการแข่งขันที่ดุเดือดอยู่เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่ม “subsidized” ในเรื่องของราคา โปรโมชั่น เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดอยู่ แพลตฟอร์มควรหาจุดยืน หรือ “Key Value Proposition” ของตัวเองในภาพจำของผู้บริโภคอย่างชัดเจนในการตอบโจทย์การช้อปปิ้งของผู้บริโภค เช่น Shopee ผู้นำตลาด เป็นหนึ่งในใจของผู้บริโภคในเรื่องของความหลากหลาย ส่วน LAZADA ถูกยกให้เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นสินค้าคุณภาพ เป็น Brand Shop ก็คือ LazMall ส่วน TikTok Shop ก็ตอบโจทย์เรื่อง Shoppertainment เป็นต้น”
เทรนด์ที่ 2 Content และ Commerce รวมเป็นเนื้อเดียวกันโดยสมบูรณ์แบบ ธุรกิจตามล่าหานายหน้าขาย Affiliate
“ธนาวัฒน์” บอกว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มได้ขยายบริการครอบคลุมเรียกว่ากินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และแต่ละแพลตฟอร์มนั้นต่างมาทำ Commerce กันแทบทุกแพลตฟอร์ม เพื่อตอบสนองความต้องการให้ผู้บริโภค สะดวกสบายที่สุด ทำให้เกิดการหลอมรวม Content และ Commerce เข้าด้วยกัน ครบจบในแอปเดียว
“ตอนนี้ Youtube กำลังเปิดตัว “Youtube Shop” ในหลายๆ ประเทศแล้ว เมื่อกำลังรับชมวิดีโออยู่ ก็จะปรากฏสินค้าที่เกี่ยวข้องกับช่องนั้นๆ ขึ้นมาให้เลือกชอปปิง คาดว่าในปี 2567 นี้ ทาง YouTube จะแข่งในตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ส่วน Amazon มีการจับมือกับ Meta เพื่อเชื่อมต่อการใช้งานแพลตฟอร์ม Amazon ที่เป็น Commerce เข้ากับ Social Media จะเห็นได้ว่าในปีนี้แพลตฟอร์มต่างๆ จะขยายทิศทางและถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียว ที่ไร้รอยต่อมากขึ้น”
ขณะเดียวกันในปี 2567 ตลาดอีคอมเมิร์ซได้รับอิทธิพลจาก Influencer จะสูงถึง 18-22% และธุรกิจจะตามล่าหา Influencer/Creators มากขึ้น และหันมาให้ความสำคัญและทำการตลาดแบบ Affiliate Marketing มากขึ้น

ต่อด้วย เทรนด์ที่ 3 เส้นทางสายไหมยุคใหม่ (Silk Road) เชื่อมอีคอมเมิร์ซไทยและจีนเข้าด้วยกัน
“ธนาวัฒน์” บอกว่า สหรัฐกับจีน มีการกีดกันทางการค้าระหว่างกันมากขึ้น จีนส่งออกไปยังสหรัฐ ลดลงทุกปี เหลือ 16.5% ในปี 2565 ในขณะที่รัฐบาลจีนกำหนดวิสัยทัศน์ต้องการเป็นโรงงานผลิตของโลก และส่งออกสินค้าไปทั่วโลก จึงเริ่มมองหาตลาดอาเซียน และไทย คือหนึ่งในเป้าหมาย โดยรัฐบาลไทยกับจีนได้มีการทำข้อตกลงเซ็น MOU อีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้สินค้าจีนมาขายในตลาดไทยมากขึ้น
รูปแบบสินค้าจีนเข้ามาขายสินค้าในไทยมี 2 รูปแบบ คือ 1. CBEC Direct Mailing นำเข้าสินค้า ผ่านทางเครื่องบิน ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตนำเข้า ไม่ต้องขอใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสินค้า ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ไม่ต้องเสียภาษี มูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ห้ามขายออฟไลน์ ให้ขายเฉพาะออนไลน์ และ 2. CBEC Bonded Warehouse นำสินค้ามารอไว้ในคลังสินค้าในไทย โดยไม่ต้องขอใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสินค้า ไม่ต้องเสีย ภาษีศุลกากร ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ห้ามขายออฟไลน์ ให้ขายเฉพาะออนไลน์
ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นแบบไปและกลับ ผู้ประกอบการไทยก็ไปขายที่จีนได้แบบเดียวกัน ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทยไปบุกตลาดจีนได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนเทรนด์ที่ 4 New Retail ค้าปลีกยุคใหม่เติบโต การขายที่ผสานช่องทาง Online & Offline สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
“ธนาวัฒน์” บอกว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบกระโดดไปมา ระหว่าง Offline และ Online การซื้อสินค้าไม่ได้อยู่แค่ช่องทางใดเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคส่วนหนึ่งหาข้อมูลสินค้าบน Online และไปซื้อที่หน้าร้าน Offline ทำให้จะเห็นเทรนด์ New Retail ในยุคนี้ ที่เน้นให้ผู้บริโภคไปรับประสบการณ์ที่หน้าร้านกันมากขึ้นด้วย ซึ่งดูจากสถิติ 59% ของคนไทย หาข้อมูลบนออนไลน์แล้วไปซื้อออฟไลน์ และ 53% ของคนไทยดูสินค้าหน้าร้าน แล้วซื้อบนออนไลน์ ตัวเลขไม่ห่างกัน ซึ่งเจ้าของธุรกิจควรปรับตัวใช้กลยุทธ์ Omni-Channel รับกับพฤติกรรมในยุคนี้

สุดท้าย เทรนด์ที่ 5 ค่าโฆษณาออนไลน์สูงต่อเนื่อง และงบโฆษณาถูกย้ายไปลงกับ Retail Media E-Commerce
“ธนาวัฒน์” บอกว่า เทรนด์ในปีนี้ คือ แพลตฟอร์ม Retail และ แพลตฟอร์ม E-Commerce ที่ใช้ขายสินค้าจะถูกพัฒนากลายเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาหรือ “Retail Media E-Commerce” เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้เก็บข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ ของ User อยู่อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Robinhood, Grab, Shopee, Lazada ที่รู้พฤติกรรมและ Transaction ของ User จึงจะเห็นว่าปีนี้ธุรกิจจะมีการโยกงบโฆษณามาที่ Retail Media มากขึ้น ทำให้ Retail Media ในไทยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคาดว่าแพลตฟอร์มที่มี User Data อยู่กับตัว จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ธุรกิจวิ่งเข้าหา ในการทำโฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งหมด คือ 5 เทรนด์ อีคอมเมิร์ซของไทย จากมุมมองของ “กูรู” ของวงการ ที่คนซื้อ-ขายออนไลน์ต้องรู้!?!
Cyber Daily



