สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ว่า นายบาสเซ็ม อัล-อวาดี โฆษกรัฐบาลอิรัก กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐ ต่อเป้าหมายในภาคตะวันตกของอิรัก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย มีทั้งพลเรือนและสมาชิกกองกำลังฝักใฝ่อิหร่าน


ขณะเดียวกัน อวาดีกล่าวด้วยว่า การที่รัฐบาลวอชิงตันกล่าวว่า ได้แจ้งให้อิรักทราบล่วงหน้านั้น “ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง” และรัฐบาลแบกแดดมองว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้น มีแต่จะยิ่งทำให้ความมั่นคงภายในอิรักและภูมิภาค “อยู่บนปากเหว” เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด


ด้านกองทัพซีเรียกล่าวว่า ปฏิบัติการที่เกิดขึ้น “ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อทรัพย์สินทั้งที่เป็นของสาธารณะและส่วนบุคคล อีกทั้งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งมีทั้งทหารและพลเรือน แต่ยังไม่มีการระบุจำนวนอย่างชัดเจน


ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของกองทัพซีเรียระบุเกี่ยวกับ การที่ทหารอเมริกันราว 900 นาย ยังคง “ยึดครอง” พื้นที่บางแห่งในซีเรีย โดยเฉพาะที่จังหวัดเดอีร์-เอส-ซอร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออก และเป็นแหล่งน้ำมัน “จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกต่อไป” พร้อมทั้งยืนยัน “ความมุ่งมั่นของกองทัพในการปลดปล่อยดินแดนทั้งหมดของซีเรีย จากกลุ่มก่อการร้ายและการยึดครอง”


ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิรักและซีเรีย รวมกัน 85 แห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังนักรบคุดส์ ที่เป็นกองกำลังต่างชาติของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) โดยอากาศยานหลายลำที่ใช้ในปฏิบัติการ บินตรงจากสหรัฐไปยังตะวันออกกลาง และการโจมตีเป้าหมายทั้งหมดใช้เวลานานประมาณ 30 นาที


สำหรับวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อตอบโต้เหตุการณ์โดรนติดอาวุธ โจมตีสถานที่ซึ่งเรียกว่า “ทาวเวอร์ 22” เป็นฐานทัพสหรัฐ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์แดน เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตอย่างน้อย 3 นาย และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 40 นาย โดยรัฐบาลวอชิงตันเชื่อว่า ขบวนการต่อต้านอิสลาม ซึ่งเป็นกองกำลังนักรบชีอะห์ในอิรัก และมีจุดยืนสนับสนุนอิหร่าน อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจมตีดังกล่าว.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES