เมื่อต้นปี 2025 สมาชิกกลุ่มนักสำรวจทางรถไฟสายมรณะ ร่วมกับกลุ่ม Malaysian Indian in Bangkok หรือ MIB และพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมบำเพ็ญกุศลฌาปนกิจโครงกระดูกกรรมกรเอเชียจำนวนมาก ที่ถูกขุดพบในช่วงปลายปี 1990 ถึงต้นปี 1991

ย้อนกลับไปในช่วงนั้นมีการล้างป่าช้าบริเวณข้างศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี โดยมูลนิธิโพธิภาวนา พบโครงกระดูกจำนวนมาก

กรมศิลปากรได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการตรวจสอบและขุดค้น พบว่าโครงกระดูกเหล่านี้ อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ยืนยันได้คือพวกภาชนะที่ขุดพบเป็นแบบสังกะสีเคลือบ มีปีผลิตในช่วงปี 1939

ชาวบ้านผู้อาวุโสในพื้นที่แถบนั้น ที่เคยผ่านชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างให้ข้อมูลว่า คนเหล่านี้คือกรรมกรเอเชีย เป็นชาวทมิฬ ที่มาร่วมสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า คนจำนวนมากเสียชีวิตในค่ายกรรมกรอย่างน่าอนาถด้วยโรคระบาด โดยศพจะถูกฝังทับซ้อนกันหลายศพในหลุมเดียว เมื่อเวลาล่วงเลยนานวัน เรื่องต่าง ๆ เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา จนมีการล้างป่าช้าครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้เรื่องราวของพวกเขากลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

ข้อมูลการล้างป่าช้าครั้งนั้น พบโครงกระดูกส่วนหนึ่งประมาณ 500 กว่าศพ มูลนิธิโพธิภาวนาได้นำไปทำการฌาปนกิจ และเถ้าถูกบรรจุไว้ที่สุสานของมูลนิธิที่ จ.สระบุรี กระดูกอีกส่วนในตัวเลขระบุว่า 106 ศพ ทางพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้นำมาเก็บรักษาและจัดแสดงให้คนรุ่นหลังได้ชม แต่ด้วยทางพิพิธภัณฑ์ต้องทำการย้ายไปสถานที่แห่งใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์จึงได้มีแนวคิดอยากจะทำการฌาปนกิจโครงกระดูกกรรมกรเอเชียทั้งหมด เพื่อเป็นการส่งดวงวิญญาณให้คนเหล่านี้ไปสู่สุคติต่อไป

ทาง MIB สมาคมคนอินเดียมาเลย์ประจำกรุงเทพฯ ซึ่งประธานคือคุณซิลวา กุมาร (Silva Kumar) เป็นเจ้าภาพในพิธีครั้งนี้ บิดาของคุณซิลวา เคยเป็นกรรมกรเอเชียที่มาที่ประเทศไทย และถูกใช้แรงงานในการสร้างถนนประจวบ-มะริด ซึ่งเป็นโครงการสร้างถนนเชื่อมสองคาบสมุทรของกองทัพญี่ปุ่น ในการส่งกำลังบำรุงในพม่า (ซึ่งถือว่าเป็นโครงการก่อสร้างที่ยากลำบากเช่นกัน) บิดาของคุณซิลวาได้เล่าเรื่องราวความยากลำบาก ความอดอยากและความตายของกลุ่มกรรมกรให้แก่คุณซิลวาฟัง ถึงแม้ว่าพ่อของคุณซิลวาจะไม่ได้มาสร้างทางรถไฟสายนี้ แต่ความยากลำบากก็ไม่แพ้กัน

คุณซิลวาซึ่งได้รับรู้ความยากลำบากและน่าเวทนาของกรรมกรเอเชีย จึงมีจิตใจที่อยากช่วยเหลือส่งวิญญาณของกรรมกรเอเชีย (ชาวทมิฬ) เหล่านี้ไปสู่สุคติ จึงได้มาเป็นประธานในพิธีนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมโครงกระดูกทั้งหมด ทั้งกะโหลก ทั้งแขนขา ทั้งชิ้นส่วนเล็ก ๆ ใส่กล่องได้ทั้งหมด 14 กล่อง

18 มกราคม 2025 มีการเคลื่อนนำกระดูกส่งไปยังวัดใต้ เมื่อถึงวัดใต้ก็มีพิธีสวดให้กับโครงกระดูกกรรมกรเอเชีย สวดบังสุกุลก่อนที่จะทำการเผา เนื่องจากโครงกระดูกมีจำนวนมาก การเผาดำเนินไปถึง 5 รอบ ต้องใช้เวลานานมาก เพราะต้องใช้เวลาในการเผาแต่ละรอบ ใช้เวลาในการพักเตา เพื่อให้เตาเย็นและรอให้กระดูกเย็นลงก่อนที่จะนำออกมาจากเตา จึงจะเผากระดูกชุดใหม่ได้ เผาต่อเนื่องมากไม่ได้ เดี๋ยวเตาของเมรุเสียหาย ยังมีกระดูกบางชิ้นที่ถูกดินเกาะเป็นก้อนแข็งด้วย เวลาล่วงเลยไป จนถึงเกือบเวลา 18.00 น. การเผากระดูกชุดสุดท้ายจึงจบลง

ในรุ่งเช้าวันที่ 19 มกราคม 2025 เวลา 07.00 น. มีพิธีลอยอังคารเถ้าอัฐิที่ท่าน้ำวัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ มีการสวดทำพิธี โปรยดอกไม้ น้ำอบบนเถ้าอัฐิ ปริมาณเถ้าอัฐิที่มีจำนวนมาก การขนจากเมรุไปยังท่าน้ำก็เป็นเรื่องที่ลำบากและใช้เรี่ยวแรงเป็นอย่างมาก เถ้าอัฐิมาถึงท่าน้ำก็มีการลอยอังคารเถ้าอัฐิ โดยคุณซิลวา เป็นประธานในงานนี้เช่นเดิม เถ้าอัฐิส่วนใหญ่ได้ถูกลอยลงไปในแม่น้ำแม่กลอง เป็นการอำลาครั้งสุดท้ายของพวกเรากับกรรมกรเอเชียเหล่านี้

หากเรื่องโลกของวิญญาณมีจริง ในใจผู้เขียน ได้แต่ภาวนาให้พวกเขาเหล่านั้น จงไปในที่ที่พวกเขามีแต่ความสงบความสุข ปราศจากทุกข์ใด ๆ เถ้ากระดูก (ส่วนกะโหลกถูกแยกและนำไปบรรจุในสถูปที่วัดญวน จ.กาญจนบุรี)

ในช่วงที่ทำการเผากระดูก เมื่อมีการโกยกระดูกออกมา ได้ไปตรวจสอบพบว่ามีช้อนสังกะสี 2 คัน และช้อนเล็กอีก 1 อัน เศษขวดเก่าที่แตก ซึ่งเป็นขวดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แน่นอน เศษข้าวของที่เจอได้มอบให้วัดใต้ ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ แต่ก็ไม่ทราบว่าวัดได้จัดแสดงหรือไม่