เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายสุริยันต์ หงษ์วิไล โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงมาตรการกักขังแทนค่าปรับว่า มาตรการทางกฎหมายในคดีอาญา เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยไม่สามารถชำระเงินได้ ศาลจึงเปลี่ยนเป็นการกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งมิติของศาลคือการบังคับโทษ แต่ขณะเดียวกันศาลก็มีมาตรการหลายข้อเพื่อคุ้มครองสิทธิจำเลยที่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ เช่น ขอผ่อนชำระ หรือขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ โดยคดีที่มีโทษปรับจะเป็นคดีที่ศาลใช้ดุลพินิจให้ จำคุก แต่โทษจำคุกให้ รอลงอาญาและปรับ เช่น คดีเมาแล้วขับ หากมีโทษปรับก็เป็นสิทธิที่จำเลยจะยื่นขอทำงานบริการสังคมแทนได้ ศาลจะพิจารณาให้ ยกเว้นจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอทำงานบริการสังคม ซึ่งศาลก็ไม่สามารถสั่งเกินคำขอได้ เพราะเป็นการลิดรอนสิทธิ ทั้งนี้ จำเลยผู้ต้องโทษปรับอาจไม่ทราบถึงสิทธิของตัวเอง ศาลจะสื่อสารทำความเข้าใจอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 พ.ค.69 จะมีประชุมเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสิทธิจำเลย โดยมีประเด็นพิจารณา คือ 1.สภาพความเป็นจริงที่จำเลยไม่มีเงินชำระค่าปรับ และการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับก็มีเจ้าภาพน้อย ที่ผ่านมามีแค่กระทรวงพัฒนาสังคมและกรมคุมประพฤติ 2.รัฐต้องการทรัพย์ ที่ผ่านมาศาลไม่รู้ฐานะของจำเลยว่ามีหรือไม่มีทรัพย์ ถ้ามีทรัพย์ก็จะใช้มาตรการทางแพ่ง เช่น ยึดทรัพย์ 3.สถานที่กักขังและระยะเวลาในการกักขัง และ 4.หามาตรการอื่นเป็นทางเลือก เช่น เพิ่มหน่วยงานภาคีเป็นเจ้าภาพตรวจสอบการทำงานบริการสังคม.