เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร โดยรัฐธรรมนูญปี 60 ก็มีช่องโหว่ และช่องว่าง เช่น กระบวนการเลือก สว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่ยังต้องมานั่งกังวล ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่
ทั้งนี้ ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่พูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงินหรือกลุ่มก้อนการเมืองหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายการทำรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และ สว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด พวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ
เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่เป็นการสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคน จะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ ว่าสิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่าพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วยให้ภาครัฐสูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่าสิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ระบุว่าสำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนก็ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกของประเทศที่แท้จริงคือต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA สิ่งสำคัญคือเราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค ถึงมีการทำข้อตกลง MOA เพราะต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขณะนั้นก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชนและเดินหน้าต่อ ภายใต้ผลการเลือกตั้งและบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ ตนและพรรคประชาชนรวมถึงประชาชนคนไทย เราจะสร้างทางออกของประเทศอย่างไร พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างทางออกของประเทศให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่า สว. ได้มีการแถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าจะต้องขอโทษอะไร ยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดไปทั้งหมด เป็นข้อเท็จจริง และตนไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่บางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นตนห้ามไม่ได้ อย่างไรก็ตามตนไม่กังวลหากจะมีผลทางคดีเกิดขึ้นกับตน ตนพร้อมที่จะถูกฟ้อง และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำที่พูดไปตนเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้น
เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส. กับ สว. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ตนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดาในประเทศนี้ไม่มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมืองซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ในขณะที่กลุ่ม สว. มีความพยายามออกมาข่มขู่และจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว. จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้น ตนอยากบอกว่าสิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์โยงการที่พรรคประชาชนพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะวิเคราะห์กันไปได้ ซึ่งตนคิดว่าการตัดสินใจในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับประเทศ อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง ซึ่งหากดูการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจของประชาชนอาจจะไม่ได้เหมือนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวตนมั่นใจในทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ทั้ง 50 คน รวมถึงนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีไม่แพ้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เป็นโอกาสที่ดีของชาวกรุงเทพฯ ที่จะได้ตัวเลือกที่ดีที่สุดเข้าไปบริหาร เมื่อถามว่า สว. มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาโดยตลอด ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชน และใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและ สส.ของพรรค ฟ้องร้องการยุบพรรค ฉะนั้น หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมไปเช่นนั้นก็อยากให้ถามกลับไปเช่นเดียวกันว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่”



