สังคมกำลังรอบทพิสูจน์ หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวในระหว่างเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยช่วงหนึ่งนายอนุทินได้ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ภูเก็ต รายงานถึงสถานการณ์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จากนั้นนายกฯ กล่าวผ่านการประชุมระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า “ไหนใครจะปลดท่าน” ซึ่ง ผวจ.ภูเก็ตตอบกลับว่า “มีท่านนายกฯ ย้ายผมได้คนเดียวครับ” นอกจากนี้ยังอ่านโพสต์ดังกล่าวจากโซเชียล ที่มีหลายบัญชี ผู้ใช้โพสต์ระบุข้อความต่าง ๆ ว่า ที่หลังโรงพักเชิงทะเล มีคนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุก ถึงว่าทำไมหวงอำนาจ หรือกระทั่ง รองซีฟู้ดขี้โม้จะย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต วัดพลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต กับรองฯ ซีฟู้ดใครไปก่อนกัน แบ๊กใครใหญ่กว่ากัน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ไม่ได้บอกว่ารองฯ ซีฟู้ดผิด เรารับข้อมูลมา เพื่อดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเอ่ยถามรองฯ ซีฟู้ด ว่าจะไปขอใครให้ย้าย ผวจ. เพราะต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นปลัดกระทรวง ได้ถามย้ำหารองผู้ว่าฯ ที่ชื่อเป็นสัตว์ทะเล ซึ่งนายกฯ ได้กล่าวแทรกเข้ามาว่า “ชื่อกุ้งใช่ไหม” ก่อนที่รองผู้ว่าฯ กุ้ง จะชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนชื่อกุ้งเหมือนกับรองผู้ว่าฯ อีกคนหนึ่ง ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้น อนุญาตนำเรียนข้อมูลเป็นเอกสารให้นายกฯ เนื่องจากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายบุคคล โดยนายอนุทิน ขอให้รองฯกุ้ง ส่งหนังสือถึง “นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยยังคงย้ำว่ารองผู้ว่าฯ จะใช้สิ่งใดไปปลดผู้ว่าฯ การพูดถึงสิ่งแบบนี้ เหมือนเป็นอากาศธาตุ

“คนที่พูดก็ปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาอะไรไปปลด ผวจ. มท.1 นั่งหัวโด่ตรงนี้ จะปลดยังไง ผมอยากจะรู้ หรือจะปลด มท.1 ของแบบนี้พูดไปอายเขาด้วย เราเป็นข้าราชการ นี่ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารบุคคล เดี๋ยวผมจะสอบท่านปลัดด้วยเอง และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วมสนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย และต้องไม่เกิดในกระทรวงมหาดไทย” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” ที่นายอนุทินถามหาหรือ “รองผู้ว่าฯ กุ้ง” คือ นายธีระพงศ์ ช่วยชู รอง ผวจ.ภูเก็ต

เชื่อว่าหลายคนคงรอกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะถ้ารอง ผวจ. ประกาศจะย้าย ผวจ. ต้องบอกว่า ไม่ใช่เรื่องธรรมดา อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยยังมีนายกฯ นั่งควบอยู่ด้วย ถือว่าท้าทายอำนาจรัฐหรือไม่ หรือจะมีผลประโยชน์อะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง
ถือเป็นครั้งแรกที่หัวหน้ารัฐบาล ส่งสัญญาณถึง “โครงการ TH-AI Passport” หลังฝ่ายค้านและนักวิชาการ ชี้ว่ามีว่าปัญหา และเรียกร้องให้ยุติโครงการ โดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ กล่าวถึงกรณี ฝ่ายค้านท้วงติงโครงการ TH-AI Passport ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลกเทคโนโลยี วันนี้ใครเข้าไม่ถึงเอไอ จะเป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เราต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบ เพื่อให้เราอยู่ในเวที หรือมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น เมื่อถามว่าเขาไม่ได้ติงที่แนวคิด แต่ติงที่ทีโออาร์ที่เกี่ยวพันกับคนที่ใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ นายกฯ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ รมว.ดีอี เป็นผู้รับผิดชอบและอธิบายเรื่องนี้ ให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะมีปัญหาเรื่องผลงาน และการประเมินงานของเขา
เมื่อถามต่อว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะไม่มีนอกมีในหรือไม่โปร่งใส นายกฯ กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมทำงานอยู่ตรงนี้ ผมไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกผมดีขึ้น มีประโยชน์เพิ่มขึ้น ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯ อยู่”
เมื่อถามย้ำว่าพร้อมให้ตรวจสอบตลอดใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “น้องต้องไม่ถามนำ นายกฯ และรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ทุกคนรังเกียจการกระทำทุกชนิด ในเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย นโยบายการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ถ้ามีทุจริตเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ย้ำว่า เราจะเป็นศัตรูกับเรื่องทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ถ้าไม่ถูกต้อง ระบบจะทำให้มันล้มไปเอง และถ้าผิดกฎหมาย ระบบก็จะทำให้มันผ่านไปไม่ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนรอเอไออยู่ เอไอต้องตอบไม่ใช่ถามอยู่ 3 คำถามแล้วค่อยๆ ช้าลงไปรอสักครู่ เวลาทำมาหากินมันรอไม่ได้ ถามปุ๊บต้องตอบปั๊บ”

ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า จะนำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คาดว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอี ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้
เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า คนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท อะไรที่ไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร ส่วนนายอนุทิน เห็นสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย จะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่ ซึ่งในคำร้องจะเน้นฝ่ายการเมือง แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย

ส่วน “นายณัฐพงษ์” กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชัน หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
จับท่าทีนายกฯ มั่นใจว่า โครงการ “TH-AI Passport” ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่เป็นนายกฯ อยู่ นั่นหมายความว่า พร้อมให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หรือแม้กระทั่งไปยื่นเรื่องให้ป.ป.ช. สอบ ดังนั้นคงรอบทสรุปท้ายจะเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ดูเหมือนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศชัดว่า ร่างแก้ไข รธน. ของพรรค ปชน. มีปัญหา โดย “นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) จะยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีปัญหาที่จะสนับสนุน แต่ ณ วินาทีนี้ยังไม่เห็นเนื้อหา ร่างของเขามีลักษณะอย่างไร แต่หลักใหญ่คือ 1.จะต้องไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. 2.ไม่ขัดต่อ รธน. และ 3.ต้องไม่แก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง หากไม่มีทั้ง 3 เรื่องนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรค ภท. จะไม่สนับสนุน เมื่อถามว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง นายภราดร กล่าวว่า พรรค ปชน.ให้มีสมาชิกสภา รธน. (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างพรรค ปชป. ในส่วนของพรรค ปชน. เราคิดว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยศาล รธน. คือการให้ประชาชนเลือกโดยตรง
ส่วน “นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว. กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นร่าง รธน.ตามมาตรา 256 ว่า ได้ยกร่างแล้วเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณาเพื่อขอรายชื่อสนับสนุนให้ครบ 140 เสียง เพราะฝั่ง สว. ต้องใช้เสียงจากสองสภา จำนวน 1 ใน 5 หรือ 140 เสียง ทั้งนี้มีพรรคที่ได้พูดคุยและลงชื่อสนับสนุนแล้ว คือ พรรค ปชป. ที่ สส.ร่วมลงนามให้เกือบทั้งพรรค และในสัปดาห์หน้าจะนัดคุยกับพรรค ปชน. นอกจากนั้นได้นัดหมายพรรค พท. และได้ติดต่อทั้งพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรค ภท. ที่อยากให้พูดคุยเพื่อสนับสนุนตัวร่าง ทั้งนี้คาดว่าจะชัดเจนว่าจะได้รายชื่อครบหรือไม่ ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ทันยื่นต่อรัฐสภาในปลายเดือน มิ.ย.นี้ แต่หากสุดท้ายรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบ อาจหาช่องทางอื่น เพื่อนำเสนอแนวความคิด และเนื้อหาต่อสาธารณะต่อไป

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขที่เสนอนั้น กำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 200 คนมาจากประชาชนเลือกทั้งหมด และมีกรรมการร่าง รธน. ที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ร่าง รธน.มีข้อถกเถียงว่า หากไม่ได้มาจากประชาชนถือว่าขาดความชอบธรรม หรือขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาล รธน. ที่เป็นความเห็นแถมที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนมองว่า รธน.ฉบับหน้า หรือผู้ยกร่างที่ประชาชนไม่ได้เลือกอาจไม่ได้รับความชอบธรรม
คงต้องลุ้นว่า ร่างการแก้ไข รธน.ฉบับไหน จะได้ไปต่อในวาระที่ 2 แต่ที่แน่ๆ คือสัญญาณที่พรรค ภท. ส่งไปถึงพรรคส้ม คงไม่ให้ความเห็นชอบ
“ทีมข่าวการเมือง”



