เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงที่มาของค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจของตัวเองที่เป็นการกู้ยืมเงินจากนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรและประธานบริหาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด โดยระบุว่า “ตายแล้วเกิดใหม่” กับมรสุมชีวิตที่ต้องพิสูจน์ความจริง ผมเกิดมาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาในจังหวัดสงขลา มีความฝันอยากเป็นผู้แทนราษฎรเพื่อรับใช้บ้านเกิด จึงมุ่งมั่น อดทนและต่อสู้ในทุกเรื่องจนได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาอบจ.สงขลา ในปี 2547-2551 และก้าวสู่การเป็นสส.จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทยในปี 2562 แต่ในความโชคดีนั้น วิกฤติชีวิตกลับมาเยือนอย่างไม่คาดคิด แพทย์ตรวจพบว่าผมเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น และต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนทันทีหลังจากปฏิบัติหน้าที่สส. ได้เพียงสมัยประชุมเดียว (120 วัน)

ในตอนแรก แพทย์ประเมินค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล 7 วันไว้ที่ไม่เกิน 400,000 บาท แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรง เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ แพทย์พยายามเจาะระบายน้ำออกทางซี่โครงแต่ไม่สำเร็จ จนต้องตัดสินใจผ่าตัดซ้ำที่แผลเดิม ส่งผลให้ผมต้องนอนรักษาตัวต่อยาวนานกว่า 20 วัน และค่าใช้จ่ายทั้งหมดพุ่งสูงถึง 900,000 บาท ในนาทีวิกฤติที่ไร้ทางออกและต้องหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาลเพื่อให้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ผมนึกถึงใครไม่ออกนอกจาก ‘ท่านเนวิน ชิดชอบ’ ซึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ท่านได้เมตตาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมในฐานะผู้ใหญ่ที่เอ็นดู โดยทางโรงพยาบาลได้รับรู้และทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับถูกนำไปร้องเรียนต่อป.ป.ช. โดยกล่าวหาว่าผมให้ผู้ช่วยสส.ไปจ่ายค่ารักษาให้ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยครับ สำหรับสังคมไทย ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณในยามล้มป่วยเจียนตายเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และผมไม่เคยคิดจะปฏิเสธความจริงในข้อนี้ ในชั้นไต่สวนของป.ป.ช. ครั้งแรก ผมอาจจะยังแจงประเด็นได้ไม่ครอบคลุม เพราะไม่อยากให้รบกวนผู้ใหญ่ แต่เมื่อป.ป.ช.มีมติ 5:1 ให้ยื่นอุทธรณ์ ผมจึงได้นำหลักฐานชิ้นใหม่ซึ่งเป็นสัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้นเมื่อ 20 พ.ย.2562 นำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งพยานบุคคลเพิ่มเติมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมพร้อมน้อมรับและต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายอย่างที่สุด แต่ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความจริง และหวังว่าสังคมจะเข้าใจในเจตนาอันบริสุทธิ์ และมองเห็นวิกฤติชีวิตที่ผมต้องเผชิญในเวลานั้นครับ ผมขอยืนยันต่อสาธารณชนว่าผมได้รับความเมตตาและโอกาสจากท่านเนวิน ชิดชอบ รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภา ผมทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเกิดเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและโอกาสชีวิตใหม่ที่ได้รับมา ทั้งในแง่ของการรอดชีวิตจากภาวะวิกฤติทางร่างกาย และโอกาสทางการเมืองจากพี่น้องชาวสงขลาและประชาชนชาวไทย

ผมเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ การต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมายอย่างโปร่งใส คือแนวทางที่ถูกต้องและสมเกียรติที่สุด และผมเชื่อมั่นว่าความบริสุทธิ์ใจนี้จะสามารถพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมได้อย่างชัดเจนในท้ายที่สุดครับ”.