เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจคัดกรองนิสิตใหม่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งพบเชื้อพยาธิใบไม้ในตับจำนวนมาก และจะมีนโยบายตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงทั่วภาคอีสานหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ต้องรอดูผลการตรวจยืนยันด้วยวิธีตรวจอุจจาระและดูไข่พยาธิ จากกรมควบคุมโรคให้ชัดเจนก่อน เพราะเมื่อคัดกรองด้วย ATK และมีผลเป็นบวก ซึ่งทางการแพทย์ไม่ได้จบแค่การคัดกรอง และจะต้องนำไปสู่การรักษา

“และการคัดกรองที่พบผลเป็นบวกจำนวนมากแบบนี้ สมควรที่จะนำไปสู่การคัดกรองทั่วประเทศหรือไม่ เพราะโรคพยาธิใบไม้ในตับ มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุก ซึ่งเป็นที่นิยมของประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่จนเป็นประเพณี โดย สธ. ก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับประทานอาหารปรุงสุก”

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การคัดกรองนิสิต มมส ด้วย OV-ATK เป็นเครื่องมือที่มีความไวและมีความแม่นยำระดับหนึ่ง กระทรวงได้แจ้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามแล้วว่า เมื่อคัดกรองแล้วก็ให้เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยโรค ซึ่งกรมควบคุมโรคได้รับทราบ และจะลงพื้นที่ไปตรวจด้วยวิธีมาตรฐานด้วยการตรวจอุจจาระต่อไป

นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า กรณีตรวจเป็นบวกจะถือว่าเป็นผู้ป่วยแล้วหรือไม่ ว่า กรณีนี้เป็นเพียงการคัดกรอง ซึ่งยังไม่จบกระบวนการ แต่ทำให้เราทราบผลเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่า การที่เครื่องมือมีความไว ก็อาจทำให้ได้ผลบวกลวง แต่จะเป็นผู้ติดเชื้อจริงหรือไม่ จะต้องมีการตรวจด้วยวิธีมาตรฐานอีกครั้ง ส่วนการรักษานั้น เมื่อตรวจพบไข่พยาธิก็จะให้กินยาถ่ายพยาธิและปรับพฤติกรรมการกิน โดยไม่กินปลาน้ำจืดดิบหรือกึ่งดิบทุกชนิด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นกว่าการกินยาถ่ายพยาธิทุกปี

“การกินปลาน้ำจืดดิบแล้วกินยาถ่ายพยาธิ เป็นการฆ่าพยาธิ แต่ตับที่อักเสบแล้วไม่ได้กลับมาเป็นปกติได้ง่ายๆ เพราะยังมีรอยโรคอยู่ แม้ว่าจะกินยาถ่ายพยาธิทุกปี แต่ถ้ายังกินปลาน้ำจืดดิบ ในระยะยาวก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งในท่อน้ำดี วิธีที่ป้องกันได้ดีที่สุดคือ อย่ารับประทานปลาน้ำจืดดิบ เพื่อป้องกันการอักเสบของตับ และป้องกันการเป็นมะเร็งในอนาคต” นพ.ยงเจือ กล่าว.