เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า อย่ามั่ว “เซฟทับลาน” คนอยู่มาก่อน รัฐขีดเส้นป่าทับทีหลัง พื้นที่เพิกถอนคือหมู่บ้าน ที่ทำกิน ไม่ใช่ป่า ไม่มีสัตว์ป่า

ขณะนี้กระแส “เซฟทับลาน” กลับมาอีกครั้ง และเกิดขึ้นเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง กระพือโดยสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ ปล่อยข้อมูลที่เป็นเท็จและใช้รูปภาพจากที่อื่นมาบิดเบือน และยังปล่อยวาทะเหยียดคนชนบท ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าการเพิกถอนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน คือ การยกป่าให้พวกที่เพิ่งบุกรุกแล้วขายนายทุน

เมื่อดูเนื้อหาของสื่อที่ถูกปล่อยออกมา เป็นการใช้วาทะปลุกระดม แล้วใส่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงของพื้นที่ ทำให้คนเข้าใจผิดและเกิดอารมณ์ร่วม

ซึ่งความจริงคือ พื้นที่ทับซ้อน 265,285 ไร่ นั้นมีคนอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนแล้ว และแนวเขตป่ามาประกาศทับทีหลัง พูดง่ายๆ คือ ชาวบ้านเป็นผู้เสียหายจากการถูกแนวเขตป่าทับ ลองคิดในทางตรงกันข้าม หากที่ดินของคุณถูกประกาศทับเป็นเขตอุทยาน คุณจะยอมหรือไม่ การเพิกถอนไม่ใช่เพิ่งมาคิดเองทำเองตอนนี้ แต่มีการทำต่อเนื่องมานานมากแล้ว กล่าวคือ

พ.ศ. 2543 รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานปรับปรุงแนวเขตและได้ทำการสำรวจร่วมกันระหว่างตัวแทนชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐเพื่อกันพื้นที่ทับซ้อนออก และได้ข้อยุติแล้ว

พ.ศ. 2548 ในขณะรัฐบาลไทยนำอุทยานฯ ทับลานไปขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ทาง UNESCO ก็ได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยเร่งกันแนวเขตที่มีคนอยู่ 273,581 ไร่ ออก ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้รับปากว่าจะทำให้เสร็จภายในปี 2550 แต่กลับล่าช้ามาจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2558 มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดเวทีรับฟังความเห็น และได้ข้อยุติว่าให้ยึดตามแนวเขตที่มีการปรับปรุงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2543

ดังนั้น การเพิกถอนแนวเขตอุทยานฯ ทับลานครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องมานาน และที่สำคัญมติของคณะกรรมการให้เพิกถอนน้อยกว่าพื้นที่ทับซ้อนจริง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ที่ผ่านมามีการทำแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ที่ผ่านมามีสื่อบางกลุ่มและอินฟลูเอนเซอร์ออกมาสร้างกระแสโจมตีและบิดเบือนทางสื่อโซเชียล เพื่อขัดขวางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่า เช่น กรณีบางกลอย ภูทับเบิก ทับลาน 1 นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า และครั้งนี้ก็คือทับลาน 2

สิ่งที่น่าสงสัย คือ ท่ามกลางการสร้างกระแสให้เกิดความสับสนอย่างกว้างขวางในสังคม รัฐบาลแทบไม่ออกมาชี้แจงหรือให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สังคม แม้จะมีอธิบดีกรมอุทยานออกมาพูดบ้าง แต่ไม่ถูกสื่อสารในวงกว้างพอ ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีช่องทางสื่อสารสาธารณะมากมาย  หรือว่าจริงๆ แล้ว ฝ่ายรัฐบาลต้องการให้เกิดความขัดแย้งเช่นนี้ เพื่ออ้างเป็นเหตุชะลอและยุติการเพิกถอนแนวเขตอุทยานฯ ทับลาน

ด้านนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนที่สอง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ทับลานป่ามรดกโลก กับ คน ที่ถูกรัฐทอดทิ้ง ใครที่รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นข่าวป่าถูกบุกรุก สัตว์ป่าสูญเสียถิ่นอาศัย หรือผืนป่ามรดกโลกถูกคุกคาม แน่นอนว่าความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกเดียวกันกับผม และความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องการในโลกยุคปัจจุบันที่ธรรมชาติเหลือน้อยลงทุกที

อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งเรื่องที่ผมอยากให้ลองพิจารณาด้วยเช่นกัน ในพื้นที่ทับลานนั้น มีครอบครัวจำนวนมากที่ถูกรัฐจัดสรรที่ดินให้ตั้งแต่ก่อนอุทยานฯ จะถูกประกาศ บ้างได้รับที่ดินตามมติ ครม. บ้างเป็นผู้ที่รัฐอพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นั้นเอง แต่เมื่อมีการประกาศเขตอุทยานฯ ในปี 2524 โดยไม่มีการสำรวจพื้นที่จริงล่วงหน้า เส้นแบ่งเขตจึงพาดทับบนที่ดินที่คนเหล่านั้นอาศัยอยู่มาก่อนแล้ว และพวกเขาก็แบกรับความไม่แน่นอนนี้มาตลอดเกือบ 50 ปี

มติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของ คทช. คือการพยายามแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่ม 1 พื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ที่อุทยานฯ ทับลานไปประกาศทับที่ ส.ป.ก. ซึ่ง ส.ป.ก.ได้ประกาศเขตที่ดินไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2521 ในขณะที่อุทยานฯ ทับลานประกาศเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2524 แนวทางคือเพิกถอนเขตอุทยานฯ คืนให้ ส.ป.ก.ดำเนินการ เนื่องจากในกรณีนี้ ประชาชนกลุ่มนี้ได้ถูกลิดรอนสิทธิมากว่า 45 ปี

กลุ่ม 2 โครงการหมู่บ้านตัวอย่างบ้านไทยสามัคคี กว่า 8 พันไร่ รัฐมีมติ ครม. เมื่อ 25 พ.ค. 2520 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรที่อพยพมาจากพื้นที่สงครามคอมมิวนิสต์ แต่อุทยานฯ ที่ประกาศในปี 2524 กลับทับซ้อนที่ดินของพวกเขา จึงมีแนวทางแก้ไขเดียวกับกลุ่ม 1

กลุ่ม 3 พื้นที่พัฒนาเพื่อความมั่นคงและโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่มีสภาพป่าแล้ว จำนวนประมาณ 8 หมื่นไร่ ตามมติ ครม. ปี 2535 แนวทางคือเพิกถอนเขตอุทยานฯ มอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ

กลุ่ม 4 ราษฎรที่อยู่นอกเขต ส.ป.ก. และโครงการเพื่อความมั่นคง ประมาณ 1 แสนไร่ ให้พิสูจน์สิทธิ คืนสิทธิให้ผู้ที่อยู่ก่อนประกาศอุทยานฯ ส่วนที่อยู่หลังประกาศให้ใช้ทำกินโดยไม่มอบกรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 64 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562

กลุ่ม 5 ที่ราชพัสดุเพื่อใช้ในราชการทหาร ที่ได้ประกาศไว้ก่อนประกาศของอุทยานฯ ก็คืนสิทธิตามแนวทางกลุ่ม 1 และ 2

โดยภาพรวม ผมเห็นว่าแนวทางนี้เป็นสิ่งที่รับได้ และสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ชุดที่ 26 ที่เสนอต่อ สคทช. ให้แบ่งการแก้ไขเป็นกลุ่มและเร่งรัดคืนสิทธิให้ประชาชนที่ถูกกระทบ

ขอขอบคุณภาคประชาชนและ สคทช. ที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะหลายครอบครัวในพื้นที่รอความเป็นธรรมนี้มานานเกือบ 5 ทศวรรษ

สิ่งที่ควรได้รับความสนใจจากสังคมในวันนี้ อาจจะไม่ใช่การปลุกความขัดแย้งระหว่าง “คนกับป่า” ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คือรัฐจะต้องดำเนินการพิสูจน์สิทธิและกระจายที่ดินอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรงตามกรอบเวลาได้จริงหรือไม่

ทั้งนี้ การคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนในอดีต ไม่ได้หมายความว่าสังคมควรละเลยความกังวลของฝ่ายอนุรักษ์ เพราะความกังวลเรื่องการสวมสิทธิของนายทุน การขยายตัวของรีสอร์ทในพื้นที่ป่า และผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า เป็นประเด็นที่มีอยู่จริงเช่นกัน

นายพูนศักดิ์ ระบุต่อว่า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “คน” หรือ “ป่า” แต่คือการทำให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถแยกผู้ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของรัฐออกจากผู้ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากผืนป่าในภายหลังได้อย่างชัดเจน

หากมีการคืนสิทธิให้ผู้ที่ควรได้รับ ก็ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม แต่หากพบการบุกรุก การสวมสิทธิ หรือการถือครองแทนโดยนายทุน ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเช่นกัน เพราะความเป็นธรรมที่แท้จริง ต้องเกิดขึ้นทั้งกับชุมชนที่อยู่มาก่อน และกับผืนป่าที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน

การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธการมีอยู่ของชุมชน แต่เกิดจากการทำให้ คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และความเป็นธรรมที่ควรมอบให้กับทุกฝ่ายครับ