เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พ.ค. ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พหลโยธิน กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการแถลงข่าวกรณีบริษัทหลอกลวงคนไปทำงานภาคเกษตรในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤติกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมกับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. และ พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.3 บก.ปคม. จากการเปิดปฏิบัติการโดยตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ทลายบริษัทตุ๋นลวงโลก ขายฝันทำงานต่างแดน ผู้เสียหายกว่า 100 ราย สูญเงินเกือบ 20 ล้านบาท

โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “สแกมเมอร์” ที่ใช้วิธีหลอกลวงประชาชนว่าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ แต่แท้จริงเป็นการต้มตุ๋นเรียกเก็บเงิน พร้อมชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถเร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว และยับยั้งความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยย้ำว่ากระทรวงแรงงานมีบทบาทสนับสนุนและช่วยเหลือในการคุ้มครองแรงงานไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ ถือเป็นผลงานสำคัญของตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวนมาก พร้อมต้องการสื่อสารไปยังประชาชนให้ตระหนักถึงภัยจากการหลอกลวงลักษณะดังกล่าว ซึ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่กดดัน ทำให้หลายคนต้องเร่งหางานและรายได้ จนอาจตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบและตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่า จากนี้ไปกรมการจัดหางานจะทำงานร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อเร่งปราบปรามและดำเนินคดีกับขบวนการหลอกลวงแรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมยืนยันว่าจะยกระดับมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้แรงงานไทยได้รับความปลอดภัยสูงสุด และไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพอีกต่อไป

นายจุลพันธ์ ยังชี้แจงถึงการจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคลที่ถูกนำไปใช้กระทำความผิด ว่า การจดทะเบียนขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ การจดทะเบียนไม่ได้ผิด แต่การนำไปใช้กลับผิดวัตถุประสงค์ เช่น การนำไปใช้หลอกลวง เป็นการละเมิดต่อกฎหมาย พร้อมยอมรับว่าในประเทศไทยมีจำนวนมากที่จดทะเบียนนิติบุคคลทิ้งร้างไว้ เรื่องนี้เคยมีการหารือกับกระทรวงพาณิชย์ไปแล้ว จึงมองว่าทางกระทรวงพาณิชย์ จะต้องไปร่อนตะแกรงสังคายนาเรื่องนี้ต่อไป