เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์  ที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม นายพันศักดิ์ ถิรมงคล ผอ.กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง (ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ) นพ.นิธิรัตน์ บุญตานนท์ ผอ. สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (ผู้แทนกรมอนามัย) นายจักรพันธ์ ห้องสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายเปรียบเทียบ (ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก) ร่วมกันแถลงข่าว 1 ปี กับมาตรการลดฝุ่นในกทม. ว่า วันนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในกกทม. ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีกรรมการ 40 คน มาจากหลายภาคส่วน 


เพราะปัญหาเรื่องฝุ่นเป็นปัญหาที่ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันหลายหน่วยงาน อาทิ กรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมการขนส่งทางบก กรมธุรกิจพลังงาน กรมประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ปริมณฑลต่าง ๆ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแผนวาระแห่งชาติเรื่องฝุ่นอยู่แล้ว ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการตามหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้มารายงานในสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 


สำหรับกทม.ได้ดำเนินการในกรอบอำนาจหน้าที่ และได้มีการทำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของฝุ่น PM2.5 ว่ามาจากไหน ซึ่งมีอยู่ 3 ส่วน คือ โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ และการเผาชีวมวล โดยปริมาณฝุ่นที่เกิดในกทม.หลัก ๆ มาจากรถยนต์ดีเซล แต่ในช่วงที่ฝุ่นสูงสาเหตุหลักคือฝุ่นที่มาจากนอกพื้นที่กทม.และปริมณฑล

 
จากสถิติการตรวจพบจุดเผา เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 1 – 31 ม.ค. ของปี66 และปี 67 พบจุดเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ปี 66 จำนวน 25,856 จุด ปี 67 จำนวน 49,983 จุด สูงขึ้น 93%  จุดเผาในประเทศ พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ปี 66 จำนวน 5,981 จุด ปี 67 จำนวน 3,252 จุด ลดลง 46%  จุดเผาในประเทศ พื้นที่กกทม. ปี 66 จำนวน 6 จุด ปี 67 จำนวน 1 จุด ลดลง 83% ซึ่งในเรื่องนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียนเมื่อช่วงต้นเดือนม.ค.และช่วงต้นเดือนก.พ.เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคร่วมกันลดจุดความร้อน (การเผา) 


ผู้ว่าฯกทม.  กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องมาตรการ กทม.ได้จัดทำมาตรการลดฝุ่น 365 วัน มากกว่า 30 เรื่อง อาทิ “การลดควันดำ” ด้วยการกำจัดต้นตอฝุ่น โดยสถิติตั้งแต่ 1 ต.ค. 65 – 5 ก.พ. 67 มีการตรวจวัดควันดำรถยนต์ 297,935 คัน สั่งการแก้ไข 3,079 คัน ตรวจสถานประกอบการ 12,380 ครั้ง สั่งการแก้ไข 8 แห่ง ตรวจสถานที่ก่อสร้าง 5,111 ครั้ง สั่งการแก้ไข 34 แห่ง ซึ่งในส่วนของเกณฑ์การตรวจสถานที่ก่อสร้าง หากไม่ผ่านเกณฑ์ 3 ครั้ง จะถูกพักใบอนุญาตก่อสร้าง นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ตรวจสภาพสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ในพื้นที่กทม. รวม 118 แห่ง พบมีข้อบกพร่อง 17 แห่ง สั่งระงับบริการ 7 วัน เพื่อเร่งแก้ไขเร่งด่วน

ส่วนการปรับปรุงรถควันขาว  ได้จัดทำโครงการ “รถคันนี้#ลดฝุ่น” เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมเปลี่ยนไส้กรองอากาศรถยนต์ ปัจจุบัน (ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 66 ถึงวันที่ 29 ม.ค. 67) มีจำนวนรถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองแล้ว จำนวน 168,442 คัน ช่วยลด PM2.5 จากภาคการจราจรได้ 8% ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่ายได้ตั้งเป้าหมายเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองรถยนต์ไว้ที่ 300,000 คัน ภายในเดือนก.พ.นี้ เชื่อว่าสามารถทำได้ ซึ่งหากทำได้จะสามารถลด PM2.5 จากการจราจรได้ถึง 15% 

ด้านมาตรการ การลดการเผาในที่โล่งในภาคการเกษตร กทม.ได้จัดซื้อรถอัดฟางข้าวให้เกษตรกรในพื้นที่หนองจอก มีนบุรี คันนายาว ได้ยืมใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และทำให้เกษตรกรสามารถนำฟางอัดมาขายเป็นรายได้ได้อีกด้วย อนาคตอาจจะมีการพัฒนาเรื่องการจัดเก็บฟางอัดเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมต่อไป สำหรับตอซังที่เหลือได้มีการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย โดยปัจจุบันมีนวัตกรรมจุลินทรีย์ตัวใหม่ที่สามารถลดระยะเวลาการย่อยสลายจาก 30 วัน เหลือ 7 วัน ส่วนอีกมาตรการหนึ่งคือการพัฒนาพื้นที่ลักลอบทิ้งขยะ โดยใช้พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ เพื่อลดการลักลอบเผาขยะตามพื้นที่ต่าง ๆ

สำหรับแผนบริหารจัดการฝุ่นระยะวิกฤต ปัจจุบันกทม.มีเครือข่าย Work from Home (WFH) จำนวน 136 แห่ง รวมพนักงาน 53,545 คน โดยจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อคาดการณ์ค่าฝุ่นเป็นสีแดง หรือค่าฝุ่นมากกว่า 75 มคก./ลบ.ม. ต่อเนื่องกัน 3 วัน ใน 2 กรณี คือ 1. ค่าฝุ่นสีแดง 15 เขต (30% ของจำนวนเขตทั้งกทม.) หรือ 2. ค่าฝุ่นสีแดงพื้นที่กรุงเทพตะวันออก (ต้นลม) 7 เขต ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ถึงระดับนี้จึงยังไม่มีการประกาศ WFH โดยเหตุผลที่จะต้อง WFH คือ ทำให้ฝุ่นจากการจราจรลดลง ประชาชนได้อยู่ที่บ้านซึ่งน่าจะมีการป้องกันที่ดีกว่า 


ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า  ที่ผ่านมา สภากทม.มีการออกข้อบัญญัติให้รถเมล์ในกทม.ต้องเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายใน 7 ปี แต่คณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า กทม.ไม่มีอำนาจในส่วนนี้ จะเห็นได้ว่า กทม.ไม่ได้มีอำนาจครอบคลุมทุกด้าน จึงต้องดำเนินการภายในกรอบอำนาจที่มี โดยปลัดกทม.ยังได้สั่งการให้สำนักงานเขตพิจารณานำแนวทางการประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญปรับใช้ตามสถานการณ์ ผู้อำนวยการเขตจะประเมินสถานการณ์ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ 1. มีเหตุเดือดร้อนรำคาญ 2. มีแหล่งกำเนิดฝุ่นมากกว่า 1 แห่ง 3. มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ก่อนออกประกาศ เรื่อง กำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ เพื่อควบคุมกิจกรรม/กิจการในพื้นที่ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดฝุ่น ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข

นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะหารือบูรณาการแก้ปัญหา PM 2.5 ร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ (7 ก.พ.67) เชื่อว่ารัฐบาลมีข้อมูลฝุ่นอยู่แล้ว ส่วนตัวได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอด ท่านเข้าใจสถานการณ์ กทม.ไม่ได้รับผลกระทบเพียงจังหวัดเดียว แต่มีอีก 40 จังหวัดที่ค่าฝุ่นสูง ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้บูรณาการร่วมกัน 


“ผมไม่โทษใคร เพราะเราก็สร้างฝุ่นเอง ขอให้เอาความจริงมาพูดกัน ผมว่าการพูดคุยในวันพรุ่งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนช่วยเหลือกัน มองในทางบวก เราไม่ได้โทษว่ากัมพูชาเป็นต้นเหตุ แต่การแก้ปัญหาต้องทำทุกอย่างไปพร้อมกัน” 
ทั้งนี้ยังพบแนวโน้มของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และผื่นผิวหนังใน กทม.เพิ่มมากขึ้น จึงได้ร่วมมือกันระหว่างกรมอนามัย สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จัดให้มีคลินิกมลพิษฃรักษากลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 


นายชัชชาติ ยังกล่าวว่าฝุ่นไม่ใช่แค่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์ และต้นทุนการผลิต จึงต้องอาศัยมาตรการทางกฎหมายเข้ามาบังคับด้วย นอกจากนี้ยังมีวาระแห่งชาติ อย่างการย้ายท่าเรือคลองเตย เนื่องจากมีตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาปีละประมาณ 1 ล้านตู้ ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซและการจราจรติดขัด หากมีการย้ายไปที่แหลมฉบังได้ แล้วเอามาทำพื้นที่สีเขียว ใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น ก็จะช่วยลดฝุ่นได้ 


“ส่วนสถานการณ์ตอนนี้น่าจะเริ่มดีขึ้นเพราะมีลมใต้พัดเข้ามา แต่อนาคตอาจจะมีฝุ่นจากเกษตรกรรมในประเทศมากขึ้น ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ” ผู้ว่าฯกทม.กล่าว

ขณะที่ นายพันศักดิ์ กล่าวถึงการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่าปัญหาที่กัมพูชากำลังได้รับผลกระทบ เป็นปัญหาที่เกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งเหมือนกับที่ประเทศไทยพบอยู่ เห็นได้จากข้อมูลดาวเทียมที่พบว่าบริเวณกัมพูชาเป็นจุด Hot Spot ที่มีฝุ่นอยู่จำนวนมาก และที่เป็นผลกระทบต่อประเทศไทย ที่เกิดจากทิศทางและความเร็วลม ซึ่งไทยนั้นอยู่ในจุดใต้ลม

นายพันศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นความคิดของรัฐอยู่แล้วที่จะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหา และได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน ที่ผ่านมาจึงได้มีการทำยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR SKY Strategy) ที่มีความร่วมมือจากประเทศไทย เมียนมา และลาว ซึ่งยังไม่มีกัมพูชาเข้าร่วม แต่ได้มีความคิดที่จะตั้งคณะกรรมการร่วมของทั้ง 2 ฝ่ายขึ้น และจะนำกัมพูชาเข้ามาร่วมกับยุทธศาสตร์ฟ้าใสต่อไปในอนาคต คิดว่าจะสามารถเริ่มได้ทันที หลังจากการประชุมในวันที่ 7 ก.พ.นี้ 


นอกจากกัมพูชาแล้ว ลาวและเมียนมา ก็ยังเป็นพื้นที่ ที่ยังต้องเฝ้าระวัง เพราะอยู่ในช่วงฤดูเผา ทางฝั่งเหนือจะเริ่มตั้งแต่ ก.พ. – มี.ค. ที่จะเป็นช่วงที่เกิดปัญหาหนักที่สุด จึงต้องใช้ความร่วมมือร่วมกันต่อไป ซึ่งยุทธศาสตร์ฟ้าใส ได้เดินหน้าปฏิบัติการไปแล้ว มีการวางแผนปฏิบัติการร่วม จัดแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเกษตรในพื้นที่สูง ไทยเองมีประสบการณ์มากกว่า และจะแชร์ประสบการณ์นี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ทำตามกันต่อไป 


ในพื้นที่ กทม.เป็นพื้นที่ประสบปัญหา PM 2.5 ก่อนพื้นที่อื่น ซึ่งเจอปัญหามาตั้งแต่ช่วงปลายปี ต่อเนื่องมาจนถึงเดือน มี.ค. ซึ่งผลเกิดมาจากใน กทม.เอง และเกิดจากสภาพอากาศที่จมตัว ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ประกอบกับการเผาในพื้นที่จังหวัดโดยรอบ ซึ่งในช่วง 2-3 วันนี้ฝุ่นได้ลดน้อยลงแล้ว แต่ยังมีความเป็นห่วงในช่วงวันที่ 9 ก.พ.นี้ อาจเกิดภาวะความกดอากาศ ทำให้ลมมีการเปลี่ยนทิศเป็นลมทางตะวันออก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเผาของพื้นที่โดยรอบจากทางฝั่งตะวันออก.