…นี่เป็นการระบุของ ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ “ธ.ก.ส.” หรือ “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ในโอกาสที่เดินทางลงพื้นที่เป็นประธานเปิด โครงการ “BAAC Carbon Credit” และการ ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่าง ธ.ก.ส. กับ ชุมชนธนาคารต้นไม้ บ้านท่าลี่ และบ้านแดง จ.ขอนแก่น “หมู่บ้านแรก ๆ ของประเทศไทยที่ทำคาร์บอนเครดิตของชุมชน” โดย ธ.ก.ส. ได้รับซื้อ 400 ตันคาร์บอน ในราคาตันละ 3,000 บาท รวมมูลค่า 1,200,000 บาท…

คาร์บอนเครดิต “สร้างรายได้ชุมชน”

“จากการปลูกป่า” ที่ไม่ต้องตัดต้นไม้

ช่วย “เพิ่มพื้นที่สีเขียวลดภัยโลกร้อน”

ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ธ.ก.ส.” นำโดยผู้จัดการ ธ.ก.ส. พร้อมด้วย ณรงค์ ขันติวิริยะกุล, พงษ์พันธ์ จงรักษ์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านท่าลี่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เปิดโครงการ BAAC Carbon Credit” โดยรับซื้อ “คาร์บอนเครดิต” จากชุมชนธนาคารต้นไม้ บ้านท่าลี่ และบ้านแดง 400 ตันคาร์บอน ในราคากึ่ง CSR ตันละ 3,000 บาท เป็นเงินรวม 1,200,000 บาท หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้วเกษตรกรในชุมชนมีรายได้ 842,100 บาท ซึ่งเป็นการ สนับสนุนชุมชนดูแลสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุ เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี ค.ศ. 2065  

“ราคา 3,000 บาทต่อตันคาร์บอนนั้น 30% จะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้แต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง และอีก 70% ของราคาขายก็จะลงสู่ชุมชน โดยจะได้รายได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ที่ 2,100 บาทต่อตันคาร์บอน” …ทาง ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุหลังซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย อีกทั้งยังระบุว่า… “โครงการนี้นอกจากสร้างรายได้สู่ผู้ปลูกต้นไม้แล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะดูดซับปริมาณคาร์บอน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทยสามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้”

ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส.

ธ.ก.ส. สนับสนุนให้เกษตรกร ปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ โครงการ “ธนาคารต้นไม้” ปัจจุบัน มีชุมชนธนาคารต้นไม้ 6,814 ชุมชน มีสมาชิก 124,071 คน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนในโครงการกว่า 12.4 ล้านต้น มูลค่าต้นไม้กว่า 43,000 ล้านบาท มีการยกระดับสู่“ชุมชนไม้มีค่า” โดยใช้ต้นไม้ที่ปลูกแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้ที่ดิน ใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ ธ.ก.ส. และปัจจุบัน สมาชิกชุมชนธนาคารต้นไม้มีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้และป่าไม้ปีละ 116 ล้านบาท

และเพื่อ สร้างโอกาสเพิ่มให้ชุมชนที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทาง ธ.ก.ส. ได้ร่วมกับชุมชนธนาคารต้นไม้ดำเนินโครงการ “BAAC Carbon Credit” เดินหน้าแนวทางส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) มีการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (VVB) การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำปริมาณกักเก็บไปตอบโจทย์หน่วยงานรัฐ เอกชน ในการบรรลุเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งมี ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ ธนาคารต้นไม้บ้านแดง นำร่องโครงการ นี้ ที่มีคาร์บอนเครดิต 400 ตันคาร์บอน ได้รับการรับรองปริมาณกักเก็บเมื่อ 26 ธ.ค. 2566

หลักการคิดคำนวณนั้น ต้นไม้ 1 ต้น มีปริมาณคาร์บอนเครดิตเฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ 100 ต้นต่อไร่ ก็จะมีปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี หรือถ้าปลูกต้นไม้หัวไร่ปลายนาจะปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้นต่อไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

“ปัจจุบันมีชุมชนที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกและได้รับใบประกาศเกียรติคุณ LESS จาก อบก. แล้ว 84 ชุมชน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บได้กว่า 2.7 ล้านตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนเงินทุนชุมชนธนาคารต้นไม้ในการกักเก็บคาร์บอนแล้วกว่า 3.8 ล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส. พร้อมขยายผลกรณีคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไปยังชุมชนที่เข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้ โดยสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มในที่ดินของตนเองและชุมชนปีละประมาณ 108,000 ต้น คาดว่าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะนำมาซื้อ-ขายได้กว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายใน 5 ปี”…ทาง ฉัตรชัย ศิริไล ระบุ

ทั้งนี้ BAAC Carbon Credit” เป็นอีกทางเลือกให้องค์กรหน่วยงานต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ทั้งยังให้กำลังใจชุมชนดูแลและปลูกต้นไม้เพิ่ม ดีต่อสิ่งแวดล้อม ลด PM 2.5 พร้อมสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งให้ชุมชน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งผู้จัดการ “ธ.ก.ส.” ยังระบุถึงโครงการนี้ด้วยว่า… “เป็นอีกหนึ่งไม้ขีดไฟที่จุดติด ทำให้เห็นว่าระหว่างทางของเกษตรกร ที่ ธ.ก.ส. อยู่เคียงข้างมาตลอด ทำให้เกษตรกรได้เงินจริง ๆ ได้ในมูลค่าที่สูง เป็นมาตรฐานใหม่…

และก็จะทำให้ทั้งประเทศไทยได้รับรู้

จากการที่ไม้ขีดไฟก้านนี้จุดติดแล้ว”.