เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่ได้มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการปฏิบัติงานของ กสทช. เกี่ยวกับการตีความบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่ตรงกันของประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในประเด็นการทำงานของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยได้มีการแต่งตั้งอนุฯ กรรมาธิการ ไปตั้งแต่ 31 ต.ค. 2566 โดยมีผู้ส่งเรื่องร้องเรียนที่มีความคาบเกี่ยวว่า ยังคงการรักษาผู้ป่วยที่ รพ.รามาธิบดี และมีเอกสารที่ระบุว่า นพ.สรณ มีรายชื่อแต่งตั้งเป็น กรรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดย พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุด อนุฯ กรรมาธิการ ได้ตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย และจะรายงานต่อวุฒิสภาและประธานวุฒิสภาต่อไป ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่าผลสอบพบว่ามีความผิดหรือไม่มีความผิด ขอให้ขั้นตอนการเปิดเผยต่อวุฒิสภาอย่างเป็นทางการให้แล้วเสร็จก่อน
สำหรับที่มาการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว สืบเนื่องจากถ้าศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังคงออกตรวจคนไข้ที่โรงพยาบาล อยู่ ต้องพิจารณาว่าจะเข้าข่ายคุณลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นที่มาที่คณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา รับเรื่องไว้พิจารณาและส่งต่อไปถึงสำนักกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อเท็จจริง โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการภายใน 60 วันเริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการรับตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ จริงหรือไม่ รวมไปถึงความขัดแย้งของบอร์ด กสทช. ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว โดยดูจากการตัดสินลงมติในเรื่องสำคัญๆ และการฟ้องร้องกันไปมา รวมทั้งเรื่องการแต่งตั้ง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ที่มีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ มีความประสงค์ที่จะสรรหาเลขาธิการ กสทช. โดยอาศัยอำนาจตามตามมาตรา 60, 61 ระบุว่า ประธานมีอำนาจในการแต่งตั้งและปลดเลขาธิการ กสทช. ได้ แต่ในที่สุดท้ายเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ก็มีมติไม่เห็นชอบ เพราะยืนยันว่าการสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. เป็นอำนาจของบอร์ดทุกคน
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงประเด็นกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (Universal Service Obligation: USO) หรือ กองทุนยูโซ่ เฟส 2 มูลค่า 1,800 ล้านบาท ที่เข้ามาเป็นประเด็นร้อนให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกด้วย.



