อีกทั้งได้รับการยอมในเรื่องคุณภาพระดับสากลจนสามารถส่งออกไปจำหน่ายนับร้อยประเทศทั่วโลก และหลายฝ่ายต่างตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทย จะกลายเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย”
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสโลกเปลี่ยนไปทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อม ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น จากเดิมที่เคยคาดว่าต้องใช้เวลานับ 10 ปี ที่จะทำให้คนไทยหันมาสนใจและเปลี่ยนไปใช้รถอีวี กันมากขึ้น จากปัจจัยเรื่องของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของรถอีวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอกับจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนการใช้รถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (บีอีวี) มาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้บรรดาค่ายรถทุกค่าย ต้องวางแผนปรับตัวปรับใจครั้งใหญ่ โดยเกือบทุกค่ายรถต้องมี “รถอีวี” เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์และเพื่อธุรกิจ เพราะทิศทางของตลาดมุ่งสู่รถยนต์อีวี

ด้วยเหตุนี้ทำให้มีรถยนต์อีวีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวและสร้างยอดขายแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยปีที่ผ่านมามียอดจดทะเบียนสูงกว่า 70,000 คัน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก ขณะเดียวกันรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ไอซ์) ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากนโยบายลดการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในของหลายประเทศ ในขณะที่การส่งออกรถยนต์ของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นไอซ์ ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ยังต้องแข่งขันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวน กำลังซื้อยังทรงตัว เงื่อนไขของประเทศคู่ค้าที่เป็นอุปสรรค
ทั้งนี้ในงานเสวนา เดลินิวส์ ทอล์ก 2024 เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ภายใต้หัวข้อ “เช็กความพร้อมยานยนต์ไทย สู่…ท็อปเท็นโลก อย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา ภาคเอกชนทั้ง นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยานต์ไทย (ทีเอไอเอ) และ นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ ได้ให้เกียรติร่วมเสวนาในหัวข้อ “อนาคตรถสันดาป-รถอีวี ไปทางไหน?” เพื่อนำเสนอมุมมองแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ไทยยังครองแชมป์อาเซียน
“สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล” นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บอกว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นผู้ผลิตอันดับ 10 ของโลก มี 49 บริษัทกระทบกับการเปลี่ยนรถยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า มี 44 แบรนด์ 78 รุ่นในปัจจุบัน เกือบครึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน รุ่นที่ขายดีคือ 37% ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และมีมากกว่าครึ่งราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท การแข่งขันราคารุนแรงมาก โดยข้อมูลยานยนต์ในไทยปี 2565 มีการผลิตจำนวน 1.88 ล้านคัน และจะเพิ่มขึ้นในปีนี้มาอยู่ที่ 1.9 ล้านคัน ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกต่างประเทศ 1.15 ล้านคัน และขายในประเทศ 7.5 แสนคัน โดยไทยเป็นที่หนึ่งในอาเซียน ส่วนตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทย มียอดจดทะเบียน 76,000 คัน มากกว่าประเทศอื่นในอาเซียนมาก ซึ่งรองลงมาจะเป็นมาเลเซียเพียงกว่า 10,000 คันเท่านั้น โดยมองว่าการปรับเปลี่ยนเข้ามาของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถสันดาปลดลง
“ตลาดส่งออกหลายตลาดหลายภูมิภาคยังดี ยิ่งในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนเป็นตลาดใหญ่ มีเวียดนามลดความต้องการลงจากปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งทวีปโอเชียเนีย ตะวันออกกลางบวกเยอะ ทำให้ภาพรวมโอกาสส่งออกยังมีบวกอยู่บ้างเล็กน้อย”
อย่างไรก็ตามมองว่าถ้าเป็นมุมอุตสาหกรรม ถ้ามีดีมานด์ มีผู้ซื้อ คือโอกาส แต่การเข้าของรถยนต์รุ่นใหม่ยี่ห้อใหม่ไม่ได้ตอบโจทย์ซัพพลายเชนในปัจจุบัน ที่สามารถผลิตเครื่องยนต์เปลี่ยนเป็นผลิตมอเตอร์ได้หรือไม่ ซึ่งอาจมีผู้ผลิตอยู่แล้ว ที่สำคัญคือ ปัญหาผู้ประกอบการ ทำอยู่บนชิ้นส่วนสันดาป ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า และมีการผลิตตามนโยบาย อีวี 3.0 และอีวี 3.59
คาร์บอนต่ำ-เอฟทีเอ
ทั้งนี้ เป็นอุปสรรคที่ต้องให้ภาครัฐเห็น เพราะถึงแม้จะมีเงิน มีทุน มีเทคโนโลยี แต่มีคนซื้อหรือเปล่า? การดึงคนซื้อมาถึงผู้ผลิต ถ้ามีกำลังซื้อจะเกิดได้ ขณะที่กติกาการค้าโลกใหม่ ยอมรับว่าหนีไม่พ้นแต่ละประเทศต้องมีเรื่องคาร์บอนต่ำ คาร์บอนเป็นกลาง ที่เห็นชัดคือ การวัดรถยนต์เป็น CO2 ซึ่งตลาดไทยผูกตลาดส่งออกเยอะ ทำให้ปรับตัวไปสู่ยานยนต์เทรนด์ของโลก เช่นเดียวกับข้อตกลงการค้าเสรีเอฟทีเอ ที่ปัจจุบันมี 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ หลักๆ คือ ในอาเซียน และเมื่อไทยอยู่อันดับ 10 ของโลกแต่เป็นผู้ผลิตไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ และมีอีกหลายเจรจา ที่กำลังเจรจา ซึ่งต้องดูให้สอดคล้อง ดูที่ไม่มีฐานการผลิตในประเทศนั้น ต้องเป็นการศึกษา และจะเป็นจุดดีถ้าเปิดเอฟทีเอจะเพิ่มการส่งออกได้
“ถ้ารัฐบาลยังส่งเสริมยานยนต์ให้ไทยสามารถผลิตได้มาก ซึ่งไทยมีรถปิกอัพ รถอีโคคาร์ ที่เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยน โดยต้องดูว่าจะไปประเทศไหน ต้องดูด้วยว่าเป็นพาวเวอร์เทรนด์แบบไหนในประเทศนั้นๆ”
ฝากนายกฯเพิ่มตลาด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการฝากไปถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คือ ในอุตสาหกรรมยานยนต์อยากให้เพิ่มตลาดส่งออกไปต่างประเทศ แต่ต้องดูว่าคู่ค้าไหนที่ส่งออกมากกว่านำเข้า อยากฝากรัฐบาลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือสมาคมฯ เป็นผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อยากให้ภาครัฐเลือกเปิดตลาด หาตลาด ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เดินหน้าผ่านไปได้ ซึ่งจากเดิมอุตสาหกรรมรถยนต์ผู้เล่นหลักเป็นญี่ปุ่น ยุโรป มีจีนเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ มองเป็นประโยชน์เพิ่มกำลังการผลิต ทำให้ต้องปรับมุมมองภาครัฐ ส่งเสริมสนับสนุนต่อเนื่องและฟังเสียงผู้ประกอบการ ต้องช่วยกันทำให้ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นไปอีก

ด่านหน้าในการให้ข้อมูล
“กฤษฎา อุตตโมทย์” นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย บอกว่า สมาคมฯ ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 58 ตั้งแต่มีรถไฟฟ้าในตลาดน้อยมาก จนปัจจุบัน มีสมาชิก 390 ราย ประกอบด้วย บริษัทรถ บริษัทชิ้นส่วน บริษัทประกัน ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้าทั้งระบบ สมาคมฯ จึงถือเป็นด่านหน้าในการให้ข้อมูลกับบริษัทต่างๆ ที่จะเข้ามาในไทย เช่น เทสลา สมาคมฯ ก็ได้ให้ข้อมูลไป โดยอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า ที่เติบโตทั่วโลก เกิดจากหลายๆ ประเทศต้องการเปลี่ยนระบบขนส่ง ด้วยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ที่บรรดาภาคเอกชนต้องคำนึงถึง
ทั้งนี้เชื่อว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีโอกาสเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าในปี 2578 จะมีสัดส่วนเกินครึ่งของตลาดรถยนต์ โดยประเทศจีนเป็นตลาดใหญ่มาก เกินครึ่งของทั่วโลก ส่วนในอาเซียนก็มีการเปลี่ยนแปลง มีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตั้งโรงงานในหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ประเทศไทยมีโอกาสมากกว่าจากนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุน ทำให้การใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น และมีบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิต
แบรนด์อีวีแห่เปิดตัว
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 ของปี 66 ที่ผ่านมา ยอดขายรถไฟฟ้าในไทยมีจำนวนประมาณ 50,000 คัน เมื่อถึงสิ้นปีมียอดจดทะเบียน 76,000 คัน มีรถขายทั้งหมด 54 โมเดล จาก 25 แบรนด์ โดยผลตอบรับดี ทำให้เติบโต โดยส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้าจากจีน ส่วนสถานีชาร์จมี 9,600 หัวจ่าย จาก 2,200 โลเคชั่น เป็นสัดส่วนประมาณ 20 คันต่อ 1 หัวจ่าย โดยในปีนี้ จะเห็นแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาอีก การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะด้านราคา ประโยชน์จะอยู่ที่ผู้บริโภค ที่ได้บริโภครถ ในราคาที่เหมาะสม ส่วนผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว
ห่วงปัญหาแบตเตอรี่
“เราเห็นแนวทางภาครัฐให้การสนับสนุนจากนโยบาย อีวี 3.0 ถึง อีวี 3.5 ทำให้ต่อไปประเทศไทยจะมีรถไฟฟ้ามากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ภาครัฐต้องดูเรื่องวิธีการกำจัดเรื่องแบตเตอรี่อย่างไร ต้องดำเนินการแบบครบวงจร สมาคมฯ ได้หารือกับนายกฯ เพื่อขอพื้นที่ในการจัดการแบตเตอรี่เป็นพื้นที่เฉพาะในอีอีซี เพื่อเป็นฐานจัดการแบตเตอรี่แบบครบวงจร”
ทั้งนี้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีการใช้ชิ้นส่วนที่ลดลง มูลค่าจึงจะอยู่ที่เรื่องแบตเตอรี่ ที่ผ่านมาไทยนำเข้า 100% แต่ตอนนี้มีการตั้งโรงงานผลิตแล้ว ก็มีโอกาสที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนจะเข้ามาตั้งโรงงานในไทย เพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานรถไฟฟ้า ซึ่งการที่ประเทศไทย จะเป็นฮับเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง เมื่อมองดูประเทศในอาเซียนไม่มีนโยบายส่งเสริมแบบไทย ที่ให้สิทธิพิเศษ เช่น เรื่องภาษีสรรพสามิต เป็นต้น
“สิ่งสำคัญ คือเรื่องไทยต้องสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน พลังงานสีเขียวมากขึ้น เพราะบริษัทต่างชาติให้ความสำคัญเรื่องนี้ในการเข้ามาตั้งโรงงาน นอกจากนี้รัฐบาลต้องส่งเสริมเรื่องคนในอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า เนื่องจากการมีโรงงานเข้ามาตั้ง เรามีความพร้อมภาคแรงงาน และหลักสูตรการเรียนการสอนต้องมีการพัฒนา รองรับตลาดแรงงานในอนาคต รัฐต้องจับมือกับเอกชน ให้แรงงาน นักศึกษา มีสถานที่ฝึกงาน และต้องผลักดันให้เกิดการค้าร่วมทุนการค้าไทย และรถที่ผลิตจากไทยมีคุณภาพ ได้รับการยอมรับจากประเทศอื่นๆ ก็มีโอกาสกระจายสินค้าจากไทยไปต่างประเทศได้มาก”

รถน้ำมัน-อีวีโตด้วยกัน
ขณะที่ “พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนว่า เอเชียเป็นตลาดใหญ่สุดในยอดขายรถยนต์ และเป็นอีวี 9.9 ล้านคันทั่วโลก เท่ากับ 14% โดยตลาดที่มีอัตราเติบโต คือ ตลาดที่ไม่มีพลังงานของตัวเอง สำหรับประเทศไทยรถยนต์สันดาป หรือรถน้ำมัน จะยังไม่หายไปจากตลาด ทำอย่างไรให้รถยนต์สันดาป และอีวี โตไปด้วยกัน โดยรถอีวีเป็นตัวเสริม โดยตลาดรถยนต์ของไทยปีที่แล้วมียอดขาย 7.7 แสนคัน เป็นรถอีวี 70,00 คัน แต่ 10% ยังมีโอกาสเติบโต โดยในปีนี้น่าจะมียอดขายได้ถึง 1 แสนคัน ต้องขอบคุณภาครัฐที่สนับสนุนเรื่องนี้ โดยมีเป้าหมายผลิตให้ได้ 30% ก็มีความเป็นไปได้สูง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์นั่งก่อน
เร่งส่งเสริมผลิตแบตเตอรี่
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังขาดเรื่องแบตเตอรี่ เนื่องจากรัฐยังมองเป็นเรื่องวัตถุต้องห้าม ต้องทดสอบ จึงเป็นอุปสรรคมากกว่าโอกาส จึงอยากให้ภาครัฐส่งเสริมดีมานด์หรือความต้องการในประเทศก่อน ซึ่งไทยพร้อมในทุกเรื่องของรถไฟฟ้าหรืออีวี แต่ไทยขาดเรื่องแบตเตอรี่อย่างเดียว ภาคเอกชนไทยมีศักยภาพ แต่ยังไม่โดดลงมาเล่น อยากให้รัฐบาลส่งเสริมให้เอกชนเข้ามา ซึ่งเอกชนไทยสามารถทำได้แน่ ทั้งเรื่องการผลิตและรีไซเคิล ซึ่งแบตเตอรี่รถยนต์อีวี เป็นแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพสูง สามารถเอามารียูสใช้ได้ ก่อนที่จะเอาไปรีไซเคิล
ไทยติดท็อปเท็นไม่ยาก
ส่วนการจะทำให้ไทยติดท็อป 10 ผู้ผลิตรถไฟฟ้าทำได้ไม่ยาก แต่การทำให้ยั่งยืนถือเป็นเรื่องยาก เมื่ออุตสาหกรรมเมื่อถูกดิสรัปชั่นแล้ว ก็จะเปลี่ยนแปลงไป โลกเปลี่ยนตลอดเวลา เราต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ถึงจะช่วยให้เกิดความยั่งยืน ไม่เช่นนั้นจะถูกคู่แข่งแซง เพราะตลาดไทยไม่ใหญ่ การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเองจะช่วยให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า
“กติกาการค้าใหม่ จะใช้เรื่องสิ่งแวดล้อมมากีดกันทางการค้า มองว่าไทยมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร จึงเห็นว่า จีน ยุโรป มาลงทุนในไทย การผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม จะเป็นตัวเสริมมาช่วย ลดการกีดกันทางการค้า อยู่ที่ไทยจะฉวยโอกาสได้อย่างไร จากประเทศที่มีความขัดแย้ง ซึ่งเรื่องรถไฟฟ้า มีเรื่องระบบความปลอดภัย มีระบบการเชื่อมต่อ มีซอฟต์แวร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไทยมีคนเก่งเรื่องซอฟต์แวร์ จึงเป็นโอกาสของไทย”
ทั้งหมด…เป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งที่มาจากภาคเอกชน ที่ต้องยอมรับว่าเป็นกูรู รู้ลึกรู้จริง ทั้งจากค่ายรถสันดาป หรือรถที่ใช้น้ำมัน รวมถึงค่ายรถอีวี และค่ายที่มีทั้ง 2 ประเภท ส่วนการจะปรับต้องปรับแผนครั้งใหญ่ แค่ไหน? เพื่อช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจ ความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันแนวโน้มและเทรนด์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีมังกรจะขับเคลื่อนไปทางใด ยังต้องจับตาต่อไป!!.
ทีมเศรษฐกิจ



