ที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ U1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานเสวนา “Road to Reform: ทิศทางประเทศไทยภายใต้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” โดยมี นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคเพื่อไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากรร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย น.ส.ปัญญดา คล้ายโพธิ์ทอง กรรมาธิการโทรคมนาคม
ซึ่งในวงเสวนาวิทยากรทั้งสามท่านได้ยกเรื่องความล้มเหลวและปัญหาของการที่จะพยายามยื่นแก้รัฐธรรมนูญและกับดักแห่งความยุ่งยากของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารแก้ไขได้อย่างเช่น ที่มาของเสียง ส.ว. และองค์กรอิสระ ที่ได้จัดตั้งขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร รวมถึงมีการออกกฎเกณฑ์หลายอย่างที่มองได้ว่าเป็นการเอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ

โดย ดร.ปริญญา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือให้เราอยู่ภายใต้กติกา สร้างความเท่าเทียมกัน แต่การแก้รัฐธรรมนูญหลายๆครั้งที่ผ่านมา แก้ก็เหมือนไม่ได้แก้ หรือแก้พอผ่านๆเพียงเพื่อให้มีการเลือกตั้งเท่านั้น ที่ผ่านการออกเสียงประชามติแบบมัดมือชกทำให้ได้รัฐธรรมนูญมาเพื่อสืบทอดอำนาจของตนเอง จึงเกิดรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่า 13 ครั้ง กับรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ …ดังนั้นหากเราจะมาเริ่มร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ก็อยากจะให้เป็นครั้งสุดท้ายโดยทำอย่างดีที่สุด

ส่วน นายชนินทร์ กล่าวว่า การรัฐประหารทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังออกไปเรื่อยๆ ปัญหาที่เราต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีปัญหา 2 เรื่องใหญ่คือ 1.ที่มา เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากคณะรัฐประหาร การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีการประชาสัมพันธ์รณรงค์ไม่เพียงพอ และเมื่อพรรคเพื่อไทย รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็โดนเอาผิดทางกฎหมาย และ2.เนื้อหา ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกริดรอน องค์กรอิสระมาจากการแต่งตั้ง ดังนั้นการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว.จึงไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ถ้าเราได้ สสร. ที่เข้ามาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือกเอง จะสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง อีกทั้งการเปิดให้วิพากวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ทำให้คนที่เห็นด้วยก็สามารถออกมาบอกว่าเห็นด้วยเพราะอะไร คนที่ไม่เห็นด้วยก็สามารถออกมาบอกว่ามันติดขัดในประเด็นไหนที่เขาไม่เห็นด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปฉันทามติในการทำประชามติในการรับร่าง ก็ในท้ายที่สุดเราจะได้กติการ่วม หรือกติกากลางที่ทุกคนรับร่วมกัน
“เราคาดหวังว่ารัฐบาลปัจจุบันจะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญใน 2 ส่วน ทั้งเนื้อหาและที่มาให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาที่ประชาชนแยกออกเป็น 2 ฝ่ายได้ คือฝ่ายเห็นชอบ และฝ่ายไม่เห็นชอบ กระบวนการกลางที่มาจากรัฐบาลของประชาชนจะทำให้เราเดินหน้าไปได้โดยไม่ต้องย้อนกลับเข้ามาสู่การรัฐประหาแบบที่ผ่านมา” นายชนินทร์กล่าว

ด้าน นายพริษฐ์ มีเห็นสอดคล้องกันว่า ในเรื่องของที่มาของรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหาร ที่ไม่เปิดกว้างให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นได้ และกระบวนการก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งปัญหาหลักของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญปี 2560 มีหลายส่วนที่ขัดต่อมาตรฐานสากล หลายส่วนที่มีความถดถอยในเชิงประชาธิปไตยและมีการเขียนไว้ไม่ให้สามารถแก้ไขได้ เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆในประเทศไทย
โดยคิดว่าข้อวิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อความในรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการขยายอำนาจหลายสถาบันทางการเมืองหรือหลายกลไกทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ยึดโยงจากประชาชน ในส่วนเนื้อหา มองว่าท้ายสุดแล้วเป็นหน้าที่ของ สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ในการไปถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเนื้อหาที่ตอบโจทย์ที่สุด
โจทย์สำคัญของรัฐธรรมนูญ ต้องอย่ามองว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ แต่ที่คาดหวังไว้มี 2 อย่างคือ รัฐธรรมนูญต้องมีเนื้อหาที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และรัฐธรรมนูญต้องออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีความชอบธรรม มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ท้ายที่สุดวงเสวนาทุกคนเห็นตรงกันว่าปัญหามาจากรัฐธรรมนูญเดิมที่ปิดกั้นสิทธิของประชาชนและที่มาไม่ถูกต้อง จึงต้องสร้างความชัดเจนในกระบวนที่เข้ามาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีการทำประชามติเพื่อจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีอะไรมาทำให้สะดุด หยุดชะงัก หรือต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ และหวังว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายและได้รัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง



