การฟ้อนรำที่ว่า คือ ศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของชาวไทใหญ่เรียกขานกันว่า “กิงกะหร่า” สัตว์หิมพานต์ที่มีท่อนล่างเป็นนก ท่อนบนเป็นคน ได้รับอิทธิพลการฟ้อนมาจากประเทศเมียนมาโดยมีชื่อว่า ฟ้อนนกเก็งไนยา การแสดงฟ้อนกิงกะหร่าจะแสดงท่าทางอากัปกิริยาเลียนแบบนกกินรี ใส่ชุดที่ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ลำตัว ปีก หาง ทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย ติดผ้าแพร ประดับด้วยกระดาษสีต่าง ๆ ตัดเป็นลวดลายให้ตัวนกงดงามมากขึ้น มีเชือกโยงดึงไปทั้งปีกและหาง เพื่อให้ขยับได้สมจริง ผู้แสดงมีได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และมักแสดงในประเพณีเดือน 11 ในเทศกาล “ออกหว่า” หรือ ออกพรรษา ของชาวไทใหญ่ ควบคู่กับฟ้อนโตหรือเต้นโต
แต่นอกจากช่วงออกพรรษาแล้ว ชาวไทใหญ่ในเขตแม่ฮ่องสอนยังมีการจัดกิจกรรม “มหกรรมรวมพล ยลนก–ชมโต จังหวัดแม่ฮ่องสอน” พร้อมกับ “เทศกาลนาฏยแห่งศรัทธา กิ่งกะหร่า น้อมบูชาวิสาขปุรณมี” ในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งจะมีนกกิ่งกะหร่า และตัวโตมาร่วมแสดงไม่น้อยกว่า 200 ตัว มีการจัดนิทรรศการองค์ความรู้ นกกิ่งกะหร่า-ตัวโต นอกจากนี้ยังมีแห่ขบวนนกกิ่งกะหร่า ประกอบด้วย ขบวนชาติพันธุ์ 9 กลุ่มชาติพันธุ์ ขบวนกิ่งกะหร่าตัวโต จากตัวแทนจากหลายจังหวัดภาคเหนือร่วมขบวน และยังมีจัดการประกวด รำนกกิ่งกะหร่า ประเภททีมนก 2 ตัว และการประกวดรำโต เพื่อเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นให้แพร่หลาย ตลอดจนให้เด็ก และเยาวชน และประชาชนได้แสดงทักษะฝีมือภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการแสดง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังซอฟต์พาวเวอร์ 5 F Plus
มาร่วมงานมหกรรมรวมพล ยลนก-ชมโตแล้ว อย่าเพิ่งขยับไปที่อื่นต่อเพราะในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของชาวไทใหญ่ที่ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก เริ่มต้นที่ “ตลาดสายหยุด” ตลาดเก่าแก่ และสำคัญของชาวเมืองแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองระหว่าง ถนนสีหนาทบำรุง กับ ถนนพาณิชย์วัฒนา เป็นตลาดเช้าเปิดตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันไปวายเอาตอนสาย ๆ ประมาณตี 4-9 โมงเช้า ของทุกวัน ในช่วงเช้าตลาดสายหยุดจึงมักเต็มไปด้วยความคึกคักจากผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอย ทั้งชาวเมืองแม่ฮ่องสอน ชาวเขา และนักท่องเที่ยว
สินค้ามีทั้งข้าวของเครื่องใช้ เครื่องแต่งกายแบบพื้นเมือง เช่น หมวกกุบไต หรืออาหารดั้งเดิมของชาวแม่ฮ่องสอนเช่น ตำขนุน แกงกระด้าง อุ๊บ (ไก่, ไข่) เต้าเฟิน แกงฮังเล ถั่วเน่า ข้าวกั้นจิ๊น เป็นต้น นอกจากความหลากหลายแล้วราคาของอาหารที่นี่ก็สุดแสนสบายกระเป๋า กับข้าวเริ่มต้นเพียงห้าบาทสิบบาทเท่านั้น รวมถึงขนมพื้นเมือง ผลไม้ ของทานเล่นต่าง ๆ เช่น ขนมเตน ขนมวง ถั่วแปยี ข้าวหย่ากู๊ ข่างปอง เป็นต้น

จากตลาดไปต่อที่ “วัดหัวเวียง” วัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าพลาละแข่ง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประจำเมืองที่งดงามมาก แรกสร้างมีศาลาการเปรียญถึง 7 หลัง แต่พอถึง พ.ศ. 2515 ศาลาทั้ง 7 หลังนี้ ได้ถูกรื้อถอนทั้งหมด และได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ที่ใช้กันจนถึงปัจจุบันขึ้น
ไฮไลต์น่าชม พระพุทธรูป 5 องค์ เป็นพระพุทธรูปโบราณ องค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง หันพระพักตร์อยู่ทางทิศตะวันออกสร้างเมื่อ พ.ศ. 2406 องค์รองลงมาอยู่ด้านหน้าขององค์ใหญ่หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ส่วนองค์เล็กอีก 3 องค์ สร้างเรียงไว้ทางทิศเหนือ โดยจำนวน 2 องค์สร้างไว้ทางทิศใต้ และอีกองค์หนึ่งหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ วิหารพลาละแข่ง สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพลาละแข่งที่จำลองมาจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา โดยลุงจองโพหย่าและลุงจองหวุ่นนะ ได้เดินทางไปนิมนต์พระเจ้าพลาละแข่งองค์นี้ และหล่อเป็นท่อน ๆ ทั้งหมด 9 ท่อน บรรทุกเรือมาตามแม่นํ้าปาย แล้วมาประกอบที่วัดพระนอน ก่อนนำมาประดิษฐานที่วัดหัวเวียง ซึ่งชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าพระเจ้าพลาละแข่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของแม่ฮ่องสอนอีกองค์หนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีวิหารทรงปราสาท 2 องค์ โดยองค์ใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีความกว้างและยาวเท่ากัน คือ 1,850 เมตร สูงจากพื้นราว 15 เมตร ตัวอาคารสร้างด้วยไม้พื้นล่างเป็นคอนกรีต เฉพาะพื้นด้านในปูด้วยกระเบื้องลายต่าง ๆ ผนังคอนกรีตขึ้นรับกับฝาลูกกรงไม้ หลังคาเป็นชั้น ๆ รวมสามชั้น ส่วนยอดเป็นยอดโดม มุงด้วยสังกะสี และสลักลวดลายสังกะสีประกอบทุกชั้น
ขณะที่ “วัดม่วยต่อ” มีเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ ล้อมรอบด้วยพระเจดีย์บริวาร ยอดประดับด้วยฉัตรโลหะ แขวนกระดิ่งโดยรอบ และจอง (ปราสาท) ซึ่งสร้างขึ้นใหม่พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปทองเหลือง นำมาจากประเทศเมียนมาในปี พ.ศ. 2466 เช่นเดียวกับงาช้างแกะสลักเป็นพระพุทธรูป 2 คู่ ส่วนพระประธานในศาลาการเปรียญ เป็นพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์ ศิลปะแบบเมียนมา พระพุทธรูปสิงห์ 1 สิงห์ 3 สำหรับศาลาการเปรียญทรงไทใหญ่สร้างขึ้นใหม่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทใหญ่ผ่านสถาปัตยกรรม

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเพราะที่ “วัดพระนอน” ที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ สร้างด้วยศิลปะไทใหญ่ และเป็นพระนอนองค์ขนาดยาว 12 เมตร ยังมีสถาปัตยกรรมแบบเมียนมาที่ผสมผสานวัฒนธรรมชาวไทใหญ่ได้อย่างลงตัว โดยรูปทรงหลังคาวัดเป็นแบบสองคอสามชายและทรงปานซอยเหมือนวัดพระธาตุดอยกองมู ภายในห้องเก็บของโบราณ ยังมีหนังสือพระไตรปิฎกและวัตถุโบราณ ถ้วยโถโอชามและของใช้สอยของชาวญี่ปุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางด้านหลังวัดมีสิงห์คู่สองตัวยืนคู่กัน เชื่อกันว่าชานกะเลและเจ้านางเมี๊ยะเป็นผู้สร้าง และบริเวณฝั่งตรงกันข้ามจะมีเจดีย์ 2 หลังเป็นศิลปะแบบเมียนมาข้างในเจดีย์หลังแรกมีพระพุทธรูป 1 องค์ และเจดีย์หลังที่ 2 มีพระพุทธรูปแบบเมียนมา 4 องค์ ซึ่งด้านหน้าเจดีย์หลังที่ 2 นี้มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั่งสมาธิอยู่กลางแจ้งไร้ที่กำบัง
เล่ากันว่า พญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืององค์แรกของแม่ฮ่องสอนชาวไทใหญ่ สร้างพระนอนขึ้นเพราะเกิดวันอังคารเพื่อให้เป็นพระประธานคู่บ้านคู่เมืองและเป็นที่สักการะบูชาของชาวเมืองแม่ฮ่องสอน เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองแถวชายแดนไม่คอยสงบ องค์พระนอนจึงสร้างไม่เสร็จ และท่านได้ถึงแก่กรรมไปเสียก่อนเมื่อ พ.ศ. 2427 ต่อมาเจ้านางเมี๊ยะ พระชายา ทรงขึ้นครองเมืองเป็นเจ้าเมืององค์ที่ 2 พระองค์ทรงสร้างองค์พระนอนยาว 11 เมตร 90 เซนติเมตร ต่อจนสำเร็จเรียบร้อย

อีกวัดที่ห้ามผ่านเลยเมื่อมาถึงแม่ฮ่องสอนคือ “วัดพระธาตุดอยกองมู” เดิมมีชื่อเรียกว่าวัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญของแม่ฮ่องสอน มีพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ คือ พระเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศเมียนมา ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงาม
สุดท้ายคือวัดคู่อย่าง “วัดจองคำ-วัดจองกลาง” สัญลักษณ์ของเมืองไทใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกำแพงเดียวกันราวกับเป็นวัดแฝด นอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว วัดทั้งสองยังเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางวัฒนธรรมและประเพณีของชาวแม่ฮ่องสอน พื้นที่ด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะหนองจองคำ ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามประเพณีต่าง ๆ สำหรับวัดจองคำ เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2370 โดยช่างฝีมือชาวไทใหญ่ เป็นศิลปะแบบไทใหญ่ที่แปลกและงดงามมาก หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท เพราะมีคติว่าปราสาทเป็นของสูง ผู้ที่ประทับอยู่ในปราสาทควรจะเป็นพระมหากษัตริย์หรือตัวแทนพระศาสนา
ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต พระประธานมีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวเมียนมา เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่คล้ายพระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) ที่วิหารวัดสุทัศนเทพวราราม เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องจากเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว
ส่วนวัดจองกลางนั้นภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองทั้งองค์ มีภาพจิตรกรรมบนแผ่นกระจกเรื่องพระเวสสันดรชาดกและภาพพุทธประวัติ ตลอดจนภาพแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้น หลายภาพมีคำบรรยายเป็นภาษาเมียนมา และมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือของช่างไทใหญ่จากมัณฑะเลย์ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลักเป็นรูปคนและสัตว์ ซึ่งนำมาจากประเทศเมียนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2400 ด้วย.
อธิชา ชื่นใจ










