นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังพบเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทยว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในประเทศชิลี เพื่อให้ไทยสามารถใช้ชิลีเป็นประตูในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ ไปยังกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา เนื่องจากชิลีถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย และยังสามารถใช้สิทธิความตกลงเสรีการค้า (เอฟทีเอ) 0% ได้ด้วย โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยที่มีศักยภาพ เช่น ปลาทูน่ายอด 5 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 15% สับปะรดกระป๋องเพิ่มขึ้น 62% และเครื่องซักผ้าเครื่องอบผ้าเพิ่มขึ้น 94% ตู้เย็นตู้แช่ต่างเพิ่มขึ้น 82% ยางผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น 198% และรถยนต์อะไหล่รถยนต์เพิ่มขึ้น 63% เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยยังขอให้ชิลีช่วยสนับสนุนภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกของไทย 3 กิจกรรมใหญ่ ได้แก่ กิจกรรมออนไลน์ บิสซิเนส แมทชิง ด้านอาหาร เครื่องประดับ และชิ้นส่วนยานยนต์ในเดือน ส.ค.นี้ กิจกรรมไทยเฟ็กซ์ อนูก้า ปลายเดือน ก.ย. และกิจกรรมไทยล็อก ส่งเสริมการให้บริการด้านการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการไทยเดือน ส.ค.นี้

ส่วนทางชิลีขอให้ไทยช่วยสนับสนุนเข้าร่วมเอฟทีเอระหว่างอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จึงได้แจ้งว่าระหว่างวันที่ 21-22 ก.ค.จะมีการประชุมกรรมการร่วมระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลียและเอฟทีเอ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งได้เชิญชิลีเข้าร่วมในการหารือเรื่องนี้แล้ว ขณะเดียวกัน ทางชิลียังสนใจที่จะนำเข้าผลไม้ไทยมากขึ้นโดยเฉพาะ มังคุดและลองกองซึ่งเป็นที่นิยมของชาวชิลีมาก ตลอดจนชิลีพร้อมจะร่วมมือกับไทยในการพัฒนาวัคซีนร่วมกัน

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ชิลีถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 4 ของไทยในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา รองจากเม็กซิโก บราซิลและอาร์เจนตินา การค้าระหว่างกัน 5 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 476 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 14,453 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 30.6% โดยไทยส่งออกไปยังชิลี 7,793 ล้านบาท และนำเข้า 6,660 ล้านบาท ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 1,132 ล้านบาท สินค้าส่งออกประกอบด้วยรถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เป็นต้น รวมทั้งอาหารและผลไม้ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากชิลี เช่น สินแร่ต่าง ๆ สัตว์น้ำสดและแช่เย็นแช่แข็ง เยื่อกระดาษ เนื้อสัตว์แปรรูป ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช