นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) กล่าวถึงประเด็นการผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระรับหลักการว่า เป็นประจำทุกปีและเป็นวัตรปฏิบัติสำคัญของฝ่ายประจำและฝ่ายบริหารที่จะต้องเสนอกรอบการตั้งขอใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงและพัฒนาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยทั้งทางตรงและอ้อมของตัวชี้วัดของ GDP ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการลงทุน หรือส่งออก
สิ่งสำคัญที่มองเห็นจากการเปิดประเด็นและการถกเถียงที่สำคัญเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาพบว่า จำเลยของงบประมาณตกอยู่กับรายจ่ายบุคลากรภาครัฐมีเสียงเรียกร้องให้ลดจำนวน ปรับปรุงสวัสดิการข้าราชการ หรืออื่นใด ซึ่งก็เป็นฐานคิดอย่างหนึ่งในการปฏิรูปและปรับปรุงให้มีความเหมาะแก่ขนาดและสภาพการณ์ แต่อีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป การปฏิรูปงบประมาณเพื่อหวังให้สร้างรายจ่ายการลงทุนที่มากขึ้นผ่านการมุ่งแต่จะตัดรายจ่ายบุคลากรเป็นสำคัญ ไม่ใช่หลักคิดที่ถูกต้องมากนัก มิหนำซ้ำยังเป็นการรักษาตามอาการ มากกว่ารักษาที่ต้นเหตุ เพราะปัญหาต้นเหตุที่แท้จริงที่ต้องทำ อยู่ที่ด้านการจัดเก็บรายได้ ซึ่งมีฐานภาษีที่แคบผิดปกติ
ขอชวนคิดอย่างนี้ว่า ก่อนจะสรุปว่ารายจ่ายบุคลากรภาครัฐสูงเกิน ต้องดูอีกด้านของปัญหาก่อน นั่นคือรายได้ของรัฐ ข้อมูลจากบทความวิชาการของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน ว่าประเทศไทยมีกำลังแรงงานราว 40.53 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบภาษีเพียง 11.88 ล้านคน เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงเพียง 4.73 ล้านคน หรือประมาณ 11.67% ของกำลังแรงงานเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ภาระภาษียังกระจุกตัว ผู้มีเงินได้สุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีเพียงราว 4 แสนคน หรือ 8.44% ของผู้เสียภาษี กลับจ่ายภาษีถึง 72.8% ของมูลค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด ขณะที่แรงงานนอกระบบเกือบ 21 ล้านคนอยู่นอกฐานภาษีเกือบสมบูรณ์ สอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่สูงถึง 42.5% ของ GDP
นี่คือหลักฐานว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของรายได้รัฐไทย ไม่ใช่อัตราภาษีต่ำเกินไป แต่คือฐานภาษีที่แคบเกินไป ระบบภาษีที่ดีคือระบบที่กว้างและเป็นธรรม ไม่ใช่ระบบที่แคบแต่อัตราสูง เราต้องทำให้ทุกคนเสียภาษีในอัตราที่เหมาะสมกับความสามารถ
นายพชรกล่าวต่อไปว่า ผลของฐานภาษีที่แคบยังสะท้อนผ่านความไม่เป็นธรรมอีกชั้นหนึ่ง คือรัฐต้องหันไปพึ่งภาษีทางอ้อมซึ่งมีลักษณะถดถอย โดยข้อมูลปีภาษี 67 ระบุว่าไทยพึ่งพาภาษีทางอ้อมถึง 50.28% ของรายได้ภาครัฐ ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นเพียง 12.58% เท่ากับว่าผู้มีรายได้น้อยแบกภาระภาษีในสัดส่วนสูงผ่านการบริโภค ส่วนหนี้สาธารณะก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 65.71% ของ GDP ใกล้เพดานกรอบวินัยการคลังที่ 70% เข้าไปทุกที
อีกประเด็นจากรายงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภาเช่นเดียวกัน การพยากรณ์รายได้ภาครัฐ 5 ปี ฉบับเดือนพ.ค.69 ซึ่งคาดว่ารายได้จัดเก็บรวมจะเพิ่มจาก 3,507,479 ล้านบาทในปีงบประมาณ 69 เป็น 3,844,934 ล้านบาทในปี 73 ตัวเลขดูเหมือนโตขึ้น
แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจกลับพบว่า สัดส่วนรายได้จัดเก็บต่อ GDP ลดลงต่อเนื่องจาก 18.11% ในปี 69 เหลือเพียง 16.97% ในปี 73 ขณะที่รายได้สุทธิหลังหักจัดสรรต่อ GDP ลดจาก 15.02% เหลือ 14.16% ในช่วงเวลาเดียวกัน
รายงานสรุปชัดว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า GDP ขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้ภาษี ซึ่งมีนัยว่าขีดความสามารถทางการคลัง (Fiscal Capacity) ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลงในระยะกลาง โดยรายได้จัดเก็บโตเฉลี่ยเพียงราว 2.32% ต่อปี
หัวใจของเรื่องทั้งหมด ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจโต แต่รัฐเก็บรายได้ตามไม่ทัน แปลว่ารูรั่วอยู่ที่โครงสร้างการจัดเก็บ การเติบโตของ GDP ขึ้น แหล่งรายได้ก็ต้องขึ้น ก็ต้องจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมและรัดกุมด้วย
ประเด็นทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าเรื่องที่พูดกันว่ารายจ่ายบุคลากรเป็นก้อนใหญ่ของงบประมาณที่ต้องตัด ต้องลด ต้องทำ เรื่องนี้จริง แต่จะตัด ลด ปรับ ต้องมองที่ต้นเหตุก่อน ว่ามีพื้นที่ในการจัดการได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีก็ต้องจัดการแก้ไขก่อนที่จะมองไปที่ปลายเหตุของการจัดสรรต่อไป
นอกจากเรื่องรายได้ที่ต้องพิจารณาแล้ว คือ การใช้งบประมาณ ข้อมูลล่าสุดจาก IMD World Competitiveness Ranking 2026 อันดับความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของไทยขยับขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่ที่ 26 และอันดับการศึกษาก็ขึ้น 3 อันดับมาอยู่ที่ 52 ของโลก ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่พอดูรายละเอียดแล้วน่าเป็นห่วงมาก เพราะทักษะภาษาต่างประเทศของคนไทยร่วงลง 5 อันดับ และทักษะแรงงานระดับสูงร่วงลงถึง 8 อันดับ
เราทำได้ดีในเรื่องที่วัดง่าย เช่น อัตราการรู้หนังสือที่ขยับขึ้น 9 อันดับ หรือเงินที่ใช้จ่ายต่อนักเรียนที่ดีขึ้น 5 อันดับ แต่พอเป็นเรื่องที่ตลาดแรงงานต้องการจริง ๆ คือภาษาอังกฤษและทักษะระดับสูง เรากลับถอยหลัง นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าการลงทุนด้านการศึกษาของเรายังไม่ตรงจุด
นี่คือปัญหาโครงสร้างที่ยังคงอยู่และงบประมาณต้องเข้าไปช่วยพยุงหรือกระตุ้นให้ระบบเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังรวมไปถึงการสร้างระบบยุติธรรมและระบบความปลอดภัยที่ดี ระบบสาธารณสุขที่ดี ระบบคมนาคมที่ดี ระบบสังคมที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของครอบครัวที่ดี นี่คือโจทย์ของการใช้งบประมาณจากการหารายได้ที่ควรจะเป็น
ข้อเสนอต่อประเด็นการหาและการใช้งบประมาณตอนนี้ คือ ควรปฏิรูประบบภาษี ใน 3 แนวทางคือ เริ่มจากการขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบดิจิทัล ให้ทุกธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ผ่านระบบ e-Payment กลายเป็นข้อมูลภาษีอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งการสำแดงรายได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะดึงเศรษฐกิจนอกระบบและแรงงานเกือบ 21 ล้านคน ให้ทยอยเข้าสู่ฐานภาษีได้โดยไม่ต้องบังคับโดยตรง
ถัดมาคือการรักษาความเสมอภาคของระบบภาษีอย่างเคร่งครัด ห้ามยกเว้นภาษีเป็นรายกรณีเพื่อผลประโยชน์เฉพาะ เพราะเมื่อยกเว้นให้รายใดรายหนึ่ง ฐานภาษีจะกัดเซาะตัวเองจากภายใน และสุดท้ายคือการปรับโครงสร้างภาษีให้ทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำ รักษาโครงสร้างขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลต้องผูกกับเงื่อนไขการลงทุนจริง ไม่ใช่การลดแบบถาวรโดยไม่มีเงื่อนไข และปลายทางของการปฏิรูปนี้ ต้องวางรากฐานประเทศ 5 ด้าน ได้แก่ ระบบยุติธรรมและความปลอดภัย ระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา ระบบคมนาคม และระบบสังคมที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของครอบครัว ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังขาดพร้อมกันทุกด้าน ทั้งการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมจากดัชนี WJP ที่เพิ่มเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา ทักษะแรงงานระดับสูงที่ร่วง 8 อันดับ และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งถึง 86.7% ของ GDP
ทั้งหมดเป็นผลให้โจทย์การปฏิรูปงบประมาณวันนี้คือ ต้องปรับวิธีการหารายได้ ขยายฐานภาษี และท้ายที่สุดคือจัดสรรทรัพยากรให้ตอบโจทย์รากฐานทั้ง 5 ด้านของประเทศอย่างเป็นธรรม สิ่งนี้จึงแนวทางที่ควรตั้งคำถาม และตอบโจทย์ประเทศเหล่านี้ให้ได้ต่อไป



