ปัญหาการหลอกลวงในรูปแบบ “ดิจิทัล” หรือ “ออนไลน์” ในประเทศไทย ถือว่ามีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้ภาครัฐ จะพยายามแก้ไขปัญหา แต่ก็ดูเหมือนว่า ยังมีคนไทยตกเป็นเหยื่อแบบรายวัน!!
และแม้จะเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม แต่ก็ยังมีคนไทย “หลงกล” โดนหลอกเสียเงินทอง มากมายมูลค่ามหาศาล เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบ “กลลวง” อย่างต่อเนื่อง
กลลวงของเหล่า “โจรออนไลน์” มีวิวัฒนการอย่างไร วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” มีคำตอบ จากผู้ที่คลุกคลีในการพัฒนาเครื่องมือป้องกันโจรแสบ! เหล่านี้
“ฐิตินันท์ สุทธินราพรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Gogolook จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันฮูส์คอล (Whoscall) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก และป้องกันสแปมสำหรับสมาร์ตโฟน บอกว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เหล่ามิจฉาชีพ ก็มีการคิดค้นวิธีหลอกเหยื่อที่แยบยล และพัฒนาไปตามเทคโนโลยีเช่นกัน

ซึ่งหากแบ่งวิวัฒนาการกลลวงมิจฉาชีพ จะแบ่งได้ 5 ยุค ซึ่งก็มีความแตกต่างในเรื่องช่องทางการเข้าถึงเหยื่อ วีธีการ และมุกกลลวงที่ใช้ เป็นต้น ซึ่งจะมีอะไรกันบ้าง? มาทำความเข้าใจกัน
เริ่มกันที่ ยุค 1.0 ที่ถือเป็นยุคแรก เรียกว่า “หลอกซึ่งหน้า” ช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกหลง คือ เดินมาหลอกหรือหลอกซึ่งหน้า ส่วนรูปแบบนั้น จะเป็นการหลอกแบบตัวต่อตัว และเห็นคู่สนทนาที่เป็นมิจฉาชีพ ขณะที่มุกที่ใช้ คือ การหลอกขายของตามบ้าน ปลอมเป็นคนที่กำลังเดือดร้อน หลอกให้ไปกด ATM และหลอกไปทำงานเป็นแรงงาน ส่วนการเลือกเหยื่อนั้น จะเจาะจงเหยื่อกลุ่มผู้สูงอายุตามบ้านที่อยู่ตามลำพัง ป้ายรถเมล์ และชุมชนต่างจังหวัด
มาต่อ ยุค 2.0 ยุดที่เรียกว่า “โทรฯ มาหลอก” ยุคนี้มิจฉาชีพจะใช้ช่องทางทั้งเดินมาหลอก โทรศัพท์ และส่ง SMS โดยจะมาในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรฯ หาหรือส่ง SMS ส่วนมุกที่ใช้หลอกเหยื่อ คือ บอกว่าได้รับรางวัล หรือ นำเสนอสินค้าประกันที่ไม่มีจริง และปลอมเป็นหน่วยงานราชการหลอกว่าทำผิดต้องโอนเงิน ส่วนการเลือกเหยื่อนั้น จะเป็นการสุ่ม และกระจายเหยื่อเป็นวงกว้าง
ส่วน ยุค 3.0 เรียกว่า “สร้างเพจหลอก” ยุคนี้มิจฉาชีพจะใช้ช่องทางเข้าถึงเหยื่อ โดยการโทรศัพท์ ส่ง SMS หรือใช้ Social Media โดยจะมีรูปแบบ คือ มิจฉาชีพจะใช้วิธีสร้างเพจปลอมขายของ แต่ไม่มีของอยู่จริง หรือร้านที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาใช้หลอก ขณะที่มุกที่นิยมใช้ คือ ทัวร์ไฟไหม้ ตั้งราคารถูก เพื่อจูงใจ หรือของมันต้องมี ของที่กำลังนิยม จึงต้องโอนเลย และอีกมุกคือ ปลอมเป็นคนรู้จักขอความช่วยเหลือ และส่งของเก็บเงินปลายทาง ส่วนการเลือกเหยื่อนั้น จะกระจายเป็นวงกว้างในโซเชียลมีเดีย ที่สามารถเข้าถึงคนที่เล่นหรือมีโซเชียลได้จำนวนมาก

วิวัฒนาการมาถึง ยุค 4.0 ที่เป็นยุคที่เราอยู่ในปัจจุบัน เรียกว่ายุค “หลอกแบบรู้ใจ” โดยมิจฉาชีพจะใช้ช่องทางที่หลอกเหยื่อ คือ โทรศัพท์ส่ง SMS และ Social Media และเว็บ 3.0 รูปแบบในการหลอก จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลของเหยื่อ รวมถึงจะจับประเด็นความสนใจของเหยื่อ และมิจฉาชีพสามารถที่จะระบุข้อมูลส่วนตัวได้ตรงจุด
ขณะที่มุกที่นิยมใช้หลอก ก็คือ การสั่งของเก็บเงินปลายทาง การปลอมแอคเป็นเพื่อนที่อยู่ในชีวิตจริงมาขอยืมเงิน หลอกให้ลงทุนออนไลน์ หลอกชำระเงิน และปลอมเป็นหน่วยงานราชการ และหลอกให้คลิกอ่านต่อเรื่องที่เหยื่อสนใจ ส่วนการเลือกเหยื่อ จะมีการเจาะจงเหยื่อที่แม่นยำขึ้นจากฐานข้อมูลที่ทำให้ เข้าใจเหยื่อมาก่อน โดยมิจฉาชีพโทรฯ มา จะรู้ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ รู้จนกระทั่งเลขบัตรประชาชนของเรา ทำให้มีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก
และสุดท้าย คือ ยุค 5.0 “หลอกด้วย AI” ยุคนี้ถือว่ามีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปจากเดิมหรือยุคแรกๆ มาก โดยช่องทางที่ใช้ในการเข้าถึงเหยื่อ มีทั้งการโทรศัพท์มาหา ส่ง SMS ใช้โซเชียลมีเดีย เว็บ 3.0 และใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
ส่วนรูปแบบการหลอกลวง คือ พวกมิจฉาชีพจะรู้ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการปลอมตัวตน เช่น AI และ Deep Fake เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถปลอมใบหน้า และเสียง ได้เหมือนบุคคลจริงๆ

มุกที่ใช้ในการหลอก ก็คือโทรฯ มาด้วยเสียงของคนรู้จัก และข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ถูกต้อง หรืออาจจะโทรฯ มาเก็บเสียงของเหยื่อ เพื่อนำไปใช้หลอกต่อ การอ้างลงทุน เรื่องคริปโตฯ และวิธีการเลือกเหยื่อ มิจฉาชีพจะเจาะจงเหยื่อที่แม่นยำยิ่งขึ้นจากฐานข้อมูล ที่ได้มาก่อน และมีการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลอ้างอิงด้วย ปลอมทั้งรูปและเสียงเป็นบุคคลที่รัก บุคคลในครอบครัว ที่ขยับปากและเสียงได้ตามสคริปต์เพื่อหลอก ซึ่งการใช้วิธีการนี้ จะทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้นไปอีก จากฐานข้อมูลบุคคลอ้างอิงที่รู้จัก
โดยเราเริ่มพบเห็นการหลอกในรูปแบบโทรฯ มาด้วยเสียงของคนที่คุ้นเคยและข้อมูลที่ระบุตัวตนถูกต้อง ซึ่งสามารถทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริหารของ Gogolook บอกต่อว่า สถิติในปี 66 พบว่า คนไทยได้รับข้อความ SMS ที่เป็นข้อความสแปมและข้อความหลอกลวงเฉลี่ย 6 ใน 10 ครั้ง ของข้อความทั้งหมดที่ได้รับ หรือคิดเป็น 63% ซึ่งประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ติดอันดับการได้รับข้อความ SMS หลอกลวงสูงที่สุดในเอเชียอีกด้วย
“การหลอกลวงนั้นจะมีหลายรูปแบบ อาทิ การหลอกให้ล็อกอินเข้าเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันปลอม เช่น ส่วนที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดคือ 27% การหลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่อันตราย 20% และการหลอกให้เข้าไปที่หน้าชอปปิงออนไลน์ปลอม 8% เป็นต้น”

ปี 66 ที่ผ่านมา คนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ถึงวันละ 217,047 ราย โดยมีคนไทยได้รับสายจากมิจฉาชีพถึง 20.8 ล้านครั้ง และถูกมิจฉาชีพ หลอกลวงจาก SMS มากกว่า 58.3 ล้านข้อความ ซึ่งเป็นจำนวนยอดที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี 65 ที่มียอดรวมของสายโทรศัพท์หลอกลวงเพิ่มขึ้น 22% และข้อความ SMS เพิ่มขึ้น 17% รวมมูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 53,875 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ได้มีการจับมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อ โค้ด Whoscall พรีเมียม 3 ล้านโค้ด มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ผ่านกิจกรรมของพาร์ทเนอร์ ตั้งเป้าปี 67 ช่วยชาติเซฟเงิน 2.8 หมื่นล้านบาท ในการลดมูลค่าความเสียหายจากมิจฉาชีพ
เมื่อมิจฉาชีพมีวิวัฒนาการกลลวงที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราก็ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ท่องไว้ว่า “ไม่” คือ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ไม่กดลิงก์ ไม่คุย ไม่รับเบอร์แปลก ก็น่าจะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันได้ดีมากขึ้น ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่ายๆ
Cyber Daily



