นายธนากร จันหมะกษิต นักวิชาการเกษตรประจำศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ ม.มหิดล เปิดเผยว่า ได้ดำเนินโครงการ ปรับวิถีการเกษตรในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ดให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประสานความร่วมมือกับกลุ่มสามัคคีพันธุ์ข้าว ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และเพจชาวนาวันหยุด โดยคุณศุภชัย ปิติวุฒิ และหน่วยราชการในพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุน มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) โดยนำร่องทดลองพื้นที่นารอบบึงบอระเพ็ดจำนวน 100 ไร่ ให้ปรับการทำนา 3 รูปแบบคือ 1.ปรับการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งข้อดีรูปแบบนี้จะใช้นำลดลง 2. ใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องด้วยวิธีสั่งตัด (การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน) 3.ทำข้าวตอซังเพื่อเพิ่มรายได้ นั้นหมายความว่าทำนา 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวได้ 2 ครั้ง

“การทำข้าวตอซังไม่จำกัดว่าต้องใช้ข้าวพันธุ์ไหน แต่จำกัดตรงพื้นที่ต้องมีปริมาณน้ำเข้าออกได้ มีน้ำเพียงพอ จึงไม่เหมาะสมต่อการทำนาปีเหมาะสมกับการทำนาปรับมากกว่า การทำนาตอซังจะลดต้นทุน เราทำนา 1 ครั้ง ครั้งแรก ต้องเตรียมดิน ไถหว่าน ปักดำ เมื่อทำแล้วเก็บเกี่ยว ถ้าทำแบบปกติทั่วไปเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จชาวนาบางคนเผาตอซังทิ้งไปเลย ชาวนาบางคนก็ขายฟาง แล้วมาเริ่มทำใหม่ไถดิน เตรียมดินปักดำ เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่การทำข้าวตอซัง พอเราทำข้าวเสร็จเราก็จัดการตอซังที่เหลือในนาข้าวแทนที่เราจะเผาไถกลบทิ้ง ตอซังนั้นยังมีชีวิตอยู่ เติมน้ำลงไปเพื่อให้ตาที่อยู่บริเวณข้อหรือผิวดินเติบโตขึ้นมาเป็นต้นใหม่ ซึ่งระบบรากมีอยู่แล้ว แค่เติมน้ำเข้าไปใส่ปุ๋ย ข้าวจะโตขึ้นมาเร็วขึ้นให้ผลผลิตขึ้นมาเร็วกว่าเดิม แม้ไม่ให้ผลผลิตเต็มที่เหมือนกับข้าวที่ทำครั้งแรกที่เรียกว่าข้าวตอหลัก แต่เกษตกรกรลดต้นทุน ไม่ต้องมาไถใหม่ ไม่ต้องเตรียมดิน”

นายธนากร กล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์ความรู้การทำข้าวตอซังมีแพร่หลาย ประกอบสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ได้สนับสนุนให้มีการทำข้าวตอซัง แต่ไม่ได้รับความนิยม เพราะพื้นที่การทำนาของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน การบริหารจัดการน้ำทำได้ยาก สำหรับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้เงินชดเชย โดยมูลนิธิฯ จะมาช่วยในค่าปักดำ คือการทำนาเปียกสลับแห้ง ทำนาตอซัง ต้องทำนาแบบปักปักดำจึงจะบริหารจัดการน้ำง่ายกว่า และใช้น้ำน้อย เพราะรูปแบบการทำนาที่ปกติชาวนาบริเวณนั้นจะทำนาหว่านมากกว่า เนื่องจากไม่ต้องจ้างแรงงานในการปักดำ โดยจะช่วยค่าปักดำไร่ 1,500 บาท และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแต่ละพื้นที่อีกไร่ละ 1,000 บาท โดยรวมแล้วชาวนาที่เข้าร่วมโครงการฯจะได้ทุนสนับสนุนในการทำนาแบบยั่งยืนไร่ละ 2,500 บาท

นายธนากร กล่าวว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาบึงบอระเพ็ด สามารถบอกได้ว่าผลผลิตของข้าวต่อไร่ยังเท่าเดิม แต่ต้นทุนต่ำกว่าเดิม นอกจากนี้โครงการจะมีการเก็บการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนและหลังทำ เปรียบเทียบและเก็บข้อมูลต้นทุน

“ในอนาคตเกษตรกรจะทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะสภาพอากาศที่ปรวนแปร ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ชาวนายังต้องทำนาต่อไปเราไม่ได้คาดหวังว่าชาวนาทุกคนจะทำอย่างนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สักสี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ กลับมาเปลี่ยนการทำนาลดการใช้น้ำ ไม่มีการเผาตอซังกลายเป็นปุ๋ยให้กับการทำนาในครั้งต่อไป”

นายธนากร กล่าวว่า ผู้ใช้น้ำในพื้นที่บึงบอระเพ็ด ไม่เพียงมีแต่ชาวนา แต่มีอาชีพอื่นที่ต้องใช้น้ำเช่นกัน ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ยิ่งตอกย้ำ ว่าน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระจายให้เท่าเทียมกัน ดังนั้นกลุ่มคนที่ใช้น้ำสูงอย่างชาวนา ต้องวางแผนเตรียมรับมือปัญหาเรื่องน้ำในอนาคตด้วย



