สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ว่า รายงานโดยฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ (เอชอาร์ดับเบิลยู) ระบุว่า นักเคลื่อนไหวและผู้เห็นต่างที่ขอลี้ภัยในไทย กำลังตกเป็นเป้าหมายของการคุกคาม, การสอดแนม และความรุนแรงทางกายภาพ ซึ่งบ่อยครั้งกระทำด้วยความร่วมมือจากทางการไทย

เอชอาร์ดับเบิลยูกล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการปราบปรามชาวต่างชาติในไทยเพิ่มมากขึ้น และการร่วมมือกับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนตัวผู้เห็นต่างชาวต่างชาติ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยขณะอาศัยอยู่ในต่างประเทศ โดยประเทศเหล่านี้รวมไปถึงจีน, บาห์เรน และประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า มีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมผู้ข้อลี้ภัยและผู้ลี้ภัย และทำการส่งกลับประเทศบ้านเกิดโดยไม่ผ่านกระบวนการอันสมควร “ทางการไทยมีส่วนร่วมในการ “แลกเปลี่ยน” กับรัฐบาลเพื่อนบ้าน เพื่อแลกตัวผู้เห็นต่างของกันและกันอย่างผิดกฎหมาย” นางเอเลน เพียร์สัน ผอ.ภูมิภาคเอเชียของฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ กล่าว

เพียร์สันเรียกร้องให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งสอบสวนอย่างโปร่งใส และครบถ้วนโดยทันที เกี่ยวกับการจับกุมตามอำเภอใจ, การใช้ความรุนแรง และการบังคับส่งผู้ลี้ภัยและผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองกลับประเทศ

เอชอาร์ดับเบิลยูระบุว่า ได้วิเคราะห์คดี 25 คดี ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างปี 2566-2567 และดำเนินการสัมภาษณ์เหยื่อ, สมาชิกในครอบครัว และพยานแล้ว 18 ครั้ง

มากไปกว่านั้น ที่ประเทศไทย เมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เห็นต่างจากเวียดนามถูกติดตามและลักพาตัวไป, นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยลาวถูกบังคับให้สูญหาย หรือถูกสังหาร และผู้นำด้านสิทธิแอลจีบีทีคิวชาวมาเลเซีย ตกเป็นเป้าหมายในการส่งตัวกลับประเทศ นอกจากนั้น ทางการไทยยังควบคุมตัวและเนรเทศผู้เห็นต่าง และผู้ลี้ภัยชาวจีนอย่างผิดกฎหมาย

รายงานระบุต่อไปว่า นักเคลื่อนไหวชาวไทยจำนวนหนึ่ง ถูกสังหารหรือสูญหายในกัมพูชา, ลาว และเวียดนาม ด้วยเหตุนี้ “การปราบปรามข้ามชาติ” กำลังส่งผลกระทบที่น่าหวาดกลัว ต่อการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศดำเนินการ

รายงานอ้างถึงกรณีของรัฐบาล 75 กรณี จาก 24 ประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน, เบลารุส และกัมพูชา ที่ดำเนินการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อปิดปากหรือยับยั้งความขัดแย้งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การสังหาร, การลักพาตัว, การเคลื่อนย้ายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย, การใช้อำนาจทางกงสุลโดยมิชอบ, การกำหนดเป้าหมายและลงโทษโดยรวมต่อญาติ และการโจมตีทางดิจิทัล

นอกจากนั้น รัฐบาลบางประเทศยังได้ใช้หมายแดงของตำรวจสากล ซึ่งทำให้เกิดการแจ้งเตือนไปทั่วโลก ในทางที่ผิด ส่งผลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สามารถจับกุมบุคคลหนึ่งคนได้ก่อนที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดน.

เครดิตภาพ : AFP