สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ว่านายแมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า “เสียใจ” และ “เป็นเรื่องน่าเสียดาย” ที่จีนระงับการเจรจาครั้งใหม่กับรัฐบาลวอชิงตัน เกี่ยวกับการควบคุมอาวุธ และการหารือเกี่ยวกับการจัดการการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์


อย่างไรก็ตาม มิลเลอร์วิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง “เดินตามรัสเซีย” ด้วยการอ้างเหตุผลว่า “การเจรจาเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธไม่สามารถเดินหน้าได้ หากมีปัจจัยอื่นที่ถือเป็น “ความท้าทาย” ให้กับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี” ซึ่งสหรัฐมองว่า การตัดสินใจของจีน “บ่อนทำลายเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” และจะเป็นการกระตุ้นกลไกการแข่งขันด้านอาวุธ


ทั้งนี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า การที่สหรัฐยังคงเดินหน้านโยบายขายอาวุธให้ไต้หวัน และการพบหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย “แม้เกิดขึ้นอย่างจำกัด” แต่ถือเป็นการบ่อนทำลายบรรยากาศทางการเมืองในภูมิภาคอย่างร้ายแรง และทำให้ “แกนกลางของผลประโยชน์ของจีน” ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

AFP


ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลปักกิ่งจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายระงับการเจรจาครั้งใหม่กับรัฐบาลวอชิงตัน เกี่ยวกับการควบคุมอาวุธ และการหารือเกี่ยวกับ การจัดการการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม จีนยังคงมีความพร้อมรักษาช่องทางการติดต่อกับสหรัฐ ในเรื่องของการควบคุมอาวุธระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของการมีความไว้วางใจ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน


อนึ่ง กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่รายงาน เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ว่าด้วย “พัฒนาการทางทหารและความมั่นคงของจีน” คาดการณ์จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของจีน “มากกว่า 500 ลูก” เมื่อเดือน พ.ค. 2566 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ช่วยเสริมสร้างให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) มีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองเพิ่มเป็น 1,000 หัว ภายในปี 2573 และ “หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงในทางใด” จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของจีนจะเพิ่มเป็น 1,500 ลูก ภายในปี 2578 “ซึ่งเร็วกว่าที่สหรัฐคาดการณ์ไว้มาก”.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES