เมื่อวันที่ 29 ก.ค. น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ประจำปี 2567 The First CRA Disaster and Emergency Management Conference: “Time To Move Forward” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ร่วมพิธีเปิด

สำหรับการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ประจำปี 2567 ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The First CRA Disaster and Emergency Management Conference: “Time To Move Forward” ระหว่างวันที่ 29-31 ก.ค. 67 ณ ห้องแกรนด์บอลรูมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลทางวิชาการด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน และเสริมสร้างความรู้เรื่องการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ

โดยการประชุมฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของประเทศไทยในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบระดับชาติและนานาชาติ ได้แก่ ภัยสึนามิ ในปี 2547 และการระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 62 และเหตุสาธารณภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น ไฟไหม้กลางกรุง น้ำท่วม มลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ทำให้หน่วยงานทั้งหลายเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้

สำหรับเรื่องเด่นของการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การแข่งขันทักษะการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินและการตอบโต้ภัยพิบัติ (CDEM Rally) ซึ่งโรงพยาบาลทั่วประเทศได้ส่งทีมสหวิชาชีพมากกว่า 10 ทีม มาชิงรางวัล นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินที่น่าสนใจ โดยบทคัดย่อทั้งหมดที่ส่งมาจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารระดับโลก

ซึ่งการประชุมฯ ได้รับเกียรติจากวิทยากรทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการจัดการภัยพิบัติทั่วโลกหลากหลายประเทศ จำนวน 7 ท่าน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์ภัยพิบัติในระดับนานาชาติ และคาดว่าจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างยั่งยืนต่อไป.