สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่า สตีเฟน โจนส์ ผู้ช่วย รมว.การคลังออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรการตอนนี้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหลอกลวง ให้ได้เงินคืนน้อยเกินไป ซึ่งในหลายกรณีประชาชนไม่ได้รับการชดเชย เนื่องจากถูกหลอกให้โอนเงินผ่านการทำธุรกรรมที่ได้รับอนุญาต ซึ่งหมายความว่า ไม่ได้ขัดกับกฎหมายฉบับปัจจุบัน


ก่อนหน้านี้ รัฐบาลออสเตรเลียจัดตั้งศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงทางการเงินแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว เพื่อปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งการดำเนินงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ภาครัฐมองว่า ธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล จะต้องดำเนินการป้องกันมากขึ้นอีก


ภายใต้มาตรการปราบปรามระยะที่สอง กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน แพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทโทรคมนาคมจะเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมาย หากไม่ดำเนินการตรวจสอบในเชิงป้องกันตามกฎหมายใหม่ ซึ่งจะป้องกันการสูญเสียจากการหลอกลวง


ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงทางการเงินแห่งชาติออสเตรเลีย เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่าชาวออสเตรเลียสูญเงินจากการถูกหลอกลวงรวมเป็นเงิน 2,740 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 63,500 ล้านบาท) เมื่อปี 2566 ลดลง 13.1% จากปี 2565 โดยประชาชนอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มอายุเดียวซึ่งสูญเงินจากการถูกหลอกลวง เมื่อปี 2566 มากกว่าสถิติของปี 2565

ทั้งนี้ การหลอกให้ลงทุนสร้างมูลค่าความเสียหายมากที่สุด คิดเป็น 47.4% ของการสูญเงินจากการหลอกลวงทั้งหมด รองลงมาคือการหลอกลวงที่โดนควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล และการหลอกลวงให้หลงรัก.

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES