วานนี้ (18 พ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ของจีนอันเนื่องมาจากประสบการณ์ของนายแพทย์ท่านหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ ผู้มีน้ำหนักตัวสูงถึง 150 กิโลกรัม ซึ่งเขาระบุว่า สาเหตุสำคัญเกิดจาก “ความเครียดในการทำงาน”

ปัจจุบัน นพ. เซียงรุ่ยหลง ศัลยแพทย์ทรวงอกหนุ่มใหญ่วัย 40 ปีเศษ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบันแบบบูรณาการเยว่หยาง แห่งนครเซี่ยงไฮ้ เขามีส่วนสูง 184 ซม. แต่มีน้ำหนักตัวมากถึง 150 กิโลกรัม

คุณหมอเซียงเล่าว่า ตอนที่เขาเริ่มเข้าทำงานในฐานะแพทย์ประจำบ้านเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เขามีน้ำหนักตัวประมาณ 110 กิโลกรัม แต่น้ำหนักของเขากลับพุ่งทะยานขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความกดดันและความเครียดอย่างหนักจากการทำงาน

“เวลาผมยืนอยู่ข้างเตียงผ่าตัด ผมรู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังแย่งพื้นที่คนอื่นไปเยอะมาก และถ้าผมต้องยืนผ่าตัดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง ผมจะปวดเอวมากๆ ครับ” คุณหมอเซียงกล่าว

เซียงรุ่ยหลง ศัลยแพทย์เจ้าของน้ำหนัก 150 กก.

เขายังเล่าอีกว่าเขาเคยพยายามลดความอ้วนมาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่น้ำหนักลดลงไปได้สักพัก มันก็จะเกิดอาการ “โยโย่” น้ำหนักขึ้นจนกลับมาเท่าเดิม หรือบางครั้งก็หนักกว่าเดิมเสียอีก

“เวลาผมบอกให้คนไข้คุมปากตัวเองเรื่องอาหารการกิน ในหลายๆ ครั้ง คนไข้จะจ้องหน้าผมตรงๆ เลยครับ พวกเขาดูเหมือนกำลังคิดในใจว่า ‘คุณหมอครับ ตัวหมอเองยังอ้วนขนาดนี้เลยนะ’ ” คุณหมอเซียงกล่าวอย่างอารมณ์ดี

ศัลยแพทย์รายนี้ยอมรับว่าเขารู้สึกไม่ดีกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และอธิบายว่าปัญหาของเขาคือ “โรคอ้วนที่เกิดจากความเครียด” (Stress-induced obesity) เนื่องจากในแต่ละวันเขาต้องง่วนอยู่กับการผ่าตัดหลายเคส จนทำให้ต้องกินอะไรก็ตามที่หาได้ในตอนนั้นให้อิ่มไว้ก่อน

“ตราบใดที่ผมยังยุ่งและเหนื่อย น้ำหนักผมก็จะขึ้น มันยากมากสำหรับผมที่จะทำตามแผนลดน้ำหนักได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว” คุณหมอเซียงกล่าว “ผมรู้ทฤษฎีรักษาสุขภาพทุกอย่างดีครับ แต่ผมแค่ทำตามมันไม่ได้ โรคอ้วนเนี่ยมันเหมือนเป็นการ ‘ติดบั๊กจากสายงาน’ ของพวกเราที่เป็นหมอเลยครับ”

ทางด้าน เหยาเจิ้ง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า แพทย์ก็คือปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานเช่นกัน

“พวกเขามีตารางงานที่แน่นมาก ตั้งแต่การผ่าตัดไปจนถึงการออกตรวจคนไข้ พวกเขาจึงมักไม่มีเวลาพักผ่อนหรือออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเลย” รองผู้อำนวยการกล่าว

คุณหมอเซียงตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนัก 50 กก. ในหนึ่งปี

อย่างไรก็ตาม คุณหมอเซียงตั้งเป้าหมายว่าเขาอยากจะลดน้ำหนักให้ได้ 50 กิโลกรัมภายในหนึ่งปี โดยครั้งนี้เขารู้สึกมีความหวังมากขึ้น เนื่องจากเพิ่งได้เข้าร่วมแคมป์ฝึกอบรมการลดน้ำหนักที่จัดขึ้นโดยศูนย์การจัดการน้ำหนักและระบบต่อมไร้ท่อของทางโรงพยาบาลเอง

ทั้งนี้ รายงานภาวะโภชนาการและโรคเรื้อรังของประชาชนชาวจีน จากการเผยแพร่โดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติในปี 2567 ระบุว่า ชาวจีนในวัยผู้ใหญ่จำนวนกึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51 ของประชากรทั้งหมด กำลังเผชิญกับภาวะน้ำหนักเกิน โดยเกณฑ์ดังกล่าววัดจากดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงเกินกว่า 24

เมื่อเรื่องราวของคุณหมอเซียงกลายเป็นไวรัลก็ได้กลายเป็นหัวข้อในการวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า  “ฉันเข้าใจคุณหมอเลย ฉันเองก็เป็นโรคอ้วนจากการทำงานหนักเกินไปเหมือนกัน เวลาเครียดทีไร ฉันต้องหันไปกินเยอะๆ ทุกที”

ส่วนชาวเน็ตอีกรายเข้ามาแซวขำๆ ว่า “แบบนี้นับว่าเป็น ‘อุบัติเหตุจากการทำงาน’ ได้หรือเปล่านะ?”

ที่มา : scmp.com

เครดิตภาพ : Baidu