สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดโครงการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 24-30 ตุลาคม 2567 สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้สื่อมวลชนไทย มีความเข้าใจเกี่ยวกับจีนยุคใหม่ได้รอบด้านมากขึ้น อันจะนำไปสู่การรายงานข่าวสารได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนไทยกับหน่วยงานต่างๆ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างสื่อมวลชนไทย

เศรษฐกิจประเทศจีนมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก และยังเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก เพราะเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีจำนวนผู้บริโภคในตลาดมากที่สุด โดยทางสมาคมนักนักข่าวฯ เห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อสื่อมวลชนไทย ที่สนใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีน และเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรง ก็ได้จัดให้มีการศึกษาดูงาน เพื่อนำมาพัฒนาประกอบการทำงานทั้งมุมมองและวิสัยทัศน์ของสื่อที่เปิดกว้างมากขึ้น และเข้าใจสาธารณรัฐประชาชนจีน มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีสื่อมวลชนไทย จำนวน 25 คน เดินทางไปการศึกษาดูงานที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นยังสถานที่สำคัญๆ ของเมืองฉงชิ่ง อาทิ โรงงานผลิตรถยนต์ฉางอันเหลียงเจียง วิทยาลัยการศึกษาและเทคนิควิศวกรรมฉงชิ่ง เยี่ยมชมศูนย์นิทรรศการศูนย์โลจิสติกส์นานาชาติท่าเรือ เยี่ยมชมกลุ่มสิ่งแวดล้อม Sanfeng สำนักงานการต่างประเทศเทศบาลนครฉงชิ่ง และชมนิทรรศการ Chongqing Planing Exhibition Hall

“ฉงชิ่ง (重庆)” (Chongqing) หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ซานเฉิง (山城)” ที่แปลเป็นภาษาไทย คือ “มหานครแห่งขุนเขา” มีพื้นที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเสฉวน จนต่อมาในวันที่ 14 มี.ค. ปี ค.ศ. 1997 ทางรัฐบาลกลางของจีน ก็ได้ประกาศอนุมัติให้ “ฉงชิ่ง” กลายเป็น 1 ใน 4 เทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของจีน

เป็นเมืองที่มีความสำคัญและมีเอกลักษณ์ เพราะมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน รวมถึงแม่น้ำแยงซี (Yangtze River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี และเคยเป็นเมืองหลวงของจีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

“ฉงชิ่ง” ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในประเทศจีน มีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่ง เพราะมีระบบขนส่งสาธารณะที่พัฒนาขึ้นอย่างมาก รวมถึงรถไฟฟ้า และรถสาธารณะที่ให้บริการอย่างสะดวกสบาย และเป็นเมืองที่สะอาดล้ำสมัย อะเมซิ่งมากๆ

ใครที่จะไป “ฉงชิ่ง” ขอบอกเลย ขอให้ฟิตร่างกายหน่อย เพราะเป็นเมืองหุบเขา เดินขึ้นเนินลงเนิน เกือบตลอดเส้นทาง ซึ่งการใช้ชีวิตที่นี่จะไม่มีจักรยานแบบถีบ (ขาปั่น) จะเหนื่อยมาก เขาจึงเลือกใช้เป็นรถจักรยานไฟฟ้าแทน

และสิ่งที่จะต้องพูดถึงคือ เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง เช่น ฮอตพอตฉงชิ่ง (Chongqing Hot Pot) ถือเป็นต้นกำเนิดฮอตพอตในหลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น สะพานสูงที่สวยงาม, อุทยานแห่งชาติ และแหล่งโบราณคดี เช่น “หินแกะสลักต้าจู๋” ที่เป็นมรดกโลก นอกจากนี้ยังมีการล่องเรือในแม่น้ำแยงซี

ขอรีวิว “ผาหินแกะสลักต้าจู๋” ที่เขาเป่าติงซาน ตั้งอยู่ในเขตต้าจู๋ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก เป็นสถานที่น่าทึ่งอีกที่หนึ่ง ที่ห้ามพลาด เป็นแหล่งรวมของสุดยอดผลงานวิจิตรศิลป์ตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 9 ถึง 13 ภายในเต็มไปด้วยประติมากรรมรูปปั้นแกะสลักอันทรงคุณค่าของศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ ทั้งสามศาสนา ที่สามารถสอดประสานเข้ากันอยู่ในที่เดียวได้อย่างลงตัว “ผาหินแกะสลักต้าจู๋” ผู้ที่เริ่มเกะสลักคนแรก คือ เจ้าจื้อเฟิ้ง มีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาของพุทธศาสนา ที่มีเทพเป็นผู้พิทักษ์ และเล่าเรื่องราวของวิถีชีวิตประจำวันของคนจีนในสมัยนั้น และเป็นตำนานเรื่องเล่าความดี การทำดีได้ดี ความกตัญญู ที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกมาอย่างยากลำบาก ลูกๆ ก็ควรที่จะดูแลพ่อแม่เมื่อถึงวันที่เติบโต

สำหรับจุดไฮไลต์ของการไปที่ “ผาหินแกะสลักต้าจู๋” จะอยู่ที่ พระนอนองค์ใหญ่ วิหารเจ้าแม่กวนอิม ปางพันมือพันตา

ผาหินแกะสลักต้าจู๋ ถือเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งในจีน เริ่มต้นก่อสร้างขึ้นมาในยุคต้นราชวงศ์ถัง (ปี 618-907) และดำเนินงานก่อสร้างอย่างเต็มกำลังในยุคราชวงศ์ซ่ง (ปี 960-1279) โดยมีรูปปั้นแกะสลักกระจายตัวอยู่ใน 5 หุบเขา รวมกันมากกว่า 50,000 ชิ้น และตัวหนังสือจีนอีกประมาณ 100,000 ชิ้น ตั้งอยู่ที่อำเภอต้าจู๋ เขตฉงชิ่ง องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียนผาหินแกะสลักต้าจู๋ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 1999 อันทรงคุณค่าของศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ ทั้งสามศาสนา ซึ่งสามารถสอดประสานเข้ากันอยู่ในที่เดียวได้อย่างลงตัว

งาน “แกะสลักหินแห่งต้าจู๋” ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 23 เมื่อปี พ.ศ. 2542 ที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้ เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลก ซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

“จุดนี้มีคนเล่าเสริมให้ฟังว่า ในรัฐบาลจีน มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องของการดูพ่อแม่ ถ้าปล่อยปละละเลย ไม่ดูแล ก็จะถูกลงโทษด้วยการบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ประเทศไทยควรจะมีกฎหมายแบบนี้บ้าง” อยากให้รัฐบาลไทยไปศึกษาเรื่องนี้ และนำเสนอในเชิงสร้างสรรค์ช่วยสังคมให้ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนคนไทย ที่นับวันประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคของคนสูงอายุแล้ว

นอกจากนี้ยังมีอีกจุดที่เป็นอะเมซิ่งมากๆ คือ “รถไฟฟ้าทะลุตึก” ที่ฉงชิ่ง (Chongqing) ในประเทศจีน กลายเป็นจุดเด่นและดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพราะลักษณะเฉพาะของการวางระบบรางในเมืองนี้ ที่ทำให้รถไฟฟ้าผ่านทะลุตัวอาคารอย่างน่าทึ่ง!

สถานีรถไฟฟ้าที่เป็นที่รู้จักนี้ คือ “สถานีหลีจื่อปา” (Liziba Station) บนเส้นทางสาย 2 ของรถไฟฟ้าโมโนเรล เมืองฉงชิ่ง ซึ่งต้องออกแบบมาให้สอดคล้องกับพื้นที่ภูเขาและลักษณะเมืองที่หนาแน่น ทำให้เส้นทางบางจุด จำเป็นต้องตัดผ่านตัวอาคารโดยตรง “สถานีหลีจื่อปา” ถูกออกแบบมาให้เสียงของรถไฟเบาลง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้อยู่อาศัยภายในอาคาร ทำให้สามารถคงคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัยได้

นอกจากนี้ยังมีการแยกโซนภายในอาคารและทางรถไฟชัดเจนเพื่อความปลอดภัย การออกแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ และการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด

“ฉงชิ่ง” จึงเป็นอีกเมืองที่มีเสน่ห์ยามค่ำคืน ก็มีแสงสีน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ต้องท่องราตรี เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนของเมือง ที่ดูสวยสดงดงามตระการตาจริงๆ แล้วคุณจะหลงรัก “ฉงชิ่ง” ..