อันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของโลก (World Digital Competitiveness Ranking) ได้ถูกจัดทำและเผยแพร่โดยสถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นอันดับที่สะท้อนการพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ภายในประเทศที่เปรียบเสมือนกลไกในการขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ
โดยถือเป็นการจัดอันดับด้านดิจิทัลของประเทศต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ามีขีดความสามารถแข่งขันด้านดิจิทัลอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศต่างทั่วโลก
วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” มีผลการจัดอันดับล่าสุดในปี 67 มาบอกกล่าวกัน โดยประเทศไทยอยู่ตรงจุดไหน? ในเวทีโลก!! โดยทาง สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) ได้เผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศโดย IMD ประจำปี 2567

โดยปีนี้ไทยคว้าอันดับที่ 37 จาก 67 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 2 อันดับจากปีที่แล้วที่อยู่อันดับที่ 35 สาเหตุหลักจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่มีอันดับลดลงค่อนข้างมาก 8 อันดับจากปี 2566
ซึ่ง 3 ปัจจัยหลักที่ IMD ใช้ในการวิเคราะห์จัดอันดับด้านดิจิทัลนั้น คือ ด้านเทคโนโลยี (Technology) ด้านความรู้ (Knowledge) และด้านความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness)
โดยปัจจัยด้าน ด้านเทคโนโลยี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถือเป็น ปัจจัยที่ไทยมีอันดับดีที่สุด แม้ว่าในปีนี้จะลดลงมาจากปีก่อนถึง 8 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 23 ในขณะที่ด้านความรู้ และด้านความพร้อมสำหรับอนาคต ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศได้ในระยะยาวนั้น ต่างขยับอันดับดีขึ้นเล็กน้อย 1 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 40 และ 41 ตามลำดับ แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับที่ไม่สูงนัก ซึ่งประเทศไทยไทยจำเป็นที่จะต้องเร่งการพัฒนายกระดับใน 2 ด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามเมื่อเมื่อเปรียบเทียบเขตเศรษฐกิจในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนที่ IMD มีการจัดอันดับ ทั้งหมด 5 เขตเศรษฐกิจ ไทยยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1 แต่ที่น่าจับตามองคืออินโดนีเซีย แม้จะยังตามหลังมาเลเซียและไทย แต่มีแนวโน้มอันดับดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งผลการจัดอันดับรวม (IMD World Competitiveness Ranking) และผลการจัดอันดับด้านดิจิทัล (IMD World Competitiveness Ranking) ที่ขยับ ดีขึ้น 2 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 43 ในปีนี้ จากอันดับของปัจจัยด้านความพร้อมสำหรับอนาคตของอินโดนีเซียที่ดีขึ้นจากปีที่แล้วอย่างมากถึง 13 อันดับ มาอยู่อันดับ 30 ในขณะที่ฟิลิปปินส์ รั้งท้ายในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน อยู่ที่อันดับ 61 ในปีนี้
เมื่อมองภาพรวมในระดับโลก เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลสูงที่สุด 10 อันดับแรกในปี 2567 ส่วนใหญ่ยังคงเป็นประเทศในทวีปยุโรป แต่ที่น่าสนใจคือ ในปีนี้ มีประเทศในทวีปเอเชียติดใน 10 อันดับแรกถึง 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ในส่วนของสหรัฐอเมริกา ที่อยู่อันดับ 1 ในปีที่แล้ว ลดลง 3 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 4 ในปีนี้ เป็นผลมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับมหาอำนาจอีกประเทศอย่างจีน ต่อความสามารถในการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีในตลาดโลก และภูมิทัศน์ด้านดิจิทัล (Digital landscape) ของประเทศ
สำหรับประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับใน 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1. สิงคโปร์ 2. สวิตเซอร์แลนด์ 3. เดนมาร์ก 4. สหรัฐอเมริกา 5. สวีเดน 6. เกาหลีใต้ 7. ฮ่องกง 8. เนเธอร์แลนด์ 9. ไต้หวัน และ 10. นอร์เวย์
สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้วางมุดหมาย ที่จะเพิ่มอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยไม่เกินอันดับที่ 30 ภายในปี 2570 แต่ผลล่าสุดในปีนี้นั้นอันดับได้ลดลง 2 อันดับมาอยู่ที่ 37 สิ่งที่ประเทศไทนต้องเร่งสปีด คืออะไร ถึงจะไปถึงจุดหมายได้นั้น?

“ธีรนันท์ ศรีหงส์” ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA Center for Competitiveness) บอกว่า จากผลการจัดอันดับด้านดิจิทัลของไทย ที่ขยับอันดับลง 2 อันดับจากปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 37 ซึ่งแม้ว่า 2 ปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในระยะยาวของไทย คือ ด้านความรู้ และด้านความพร้อมสำหรับอนาคต ของไทย ต่างปรับอันดับดีขึ้นเล็กน้อย 1 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 40 และ 41 แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก
“ไทยจำเป็นต้องได้รับการยกระดับพัฒนาในแทบทุกปัจจัยย่อย โดยปัจจัยด้านความรู้ ตัวชี้วัด Computer science education index ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในปีนี้ ไทยก็ยังมีขีดความสามารถในระดับปานกลาง ที่ควรให้ความสำคัญในการยกระดับศักยภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ให้ดียิ่งขึ้น และจากการพัฒนารุดหน้าของ AI ก็ทำให้ไทยต้องส่งเสริมพัฒนาการคิดค้นวิจัยด้าน AI ของไทยในเชิงพาณิชย์มากขึ้น รวมถึงปรับปรุงพัฒนานโยบายและกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ให้เท่าทัน ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับอันดับดีขึ้นของ 2 ตัวชี้วัดใหม่ด้าน AI คือ AI articles และ AI policies passed into law ได้”

นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งให้ความสำคัญในการเพิ่มการจ้างงานบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and technical employment) และยกระดับตัวชี้วัดด้านการศึกษาที่ไทยมีอันดับค่อนข้างรั้งท้าย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนในเรื่องของการปรับปรุงพัฒนานโยบายและกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับการเดินทางเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี, การจดสิทธิบัตร, การวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์, ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้ดีมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดถือเป็นโจทย์หินที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในอนาคต ถ้าทำได้เชื่อว่าไทยจะถูกจัดอันดับในตำแหน่งที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน!!
Cyber Daily



