สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ว่า จากกรณีศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) หรือศาลอาญาโลก อนุมัติคำร้องของอัยการ ในการออกหมายจับบุคคล 3 คน ฐานก่ออาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากสงครามในฉนวนกาซา ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล นายโยอาฟ กัลลันต์ อดีตรมว.กลาโหมอิสราเอล และนายโมฮัมเหม็ด เดอีฟ ผู้นำสายทหารของกลุ่มฮามาส แม้อิสราเอลยืนยันว่า เดอีฟเสียชีวิตไปแล้ว


รัฐบาลสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหนึ่งในธรรมนูญกรุงโรม ที่เป็นสนธิสัญญาก่อตั้งไอซีซี ออกแถลงการณ์ ยืนยันการเป็นรัฐบาลที่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสหราชอาณาจักรมีกฎหมายเฉพาะ ที่ระบุว่า รัฐบาลต้องปฏิบัติตามมติของไอซีซีด้วย อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีผู้ต้องหาตามหมายจับของไอซีซีคนใด เดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักร


ขณะที่ไอร์แลนด์ อิตาลี สเปน กล่าวว่า จะมีการจับกุมเนทันยาฮู หากอีกฝ่ายเดินทางเข้ามาในประเทศ สวีเดน นอร์เวย์ และเบลเยียม ออกแถลงการณ์ ยกย่องมติของไอซีซี ส่วนเยอรมนีและฝรั่งเศสกล่าวว่า “รับทราบ” และนายโจเซป บอร์เรลล์ ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า คำสั่งของไอซีซี “เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตาม”


อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า การออกหมายจับของไอซีซี “อุกอาจ” และรัฐบาลวอชิงตันจะยืนหยัดเคียงข้างอิสราเอล


ด้านเนทันยาฮูกล่าวว่า ไอซีซีเป็นสถาบัน “ที่มีจุดยืนต่อต้านยิวอย่างโจ่งแจ้ง” และมติดังกล่าวไม่อาจขัดขวางอิสราเอล ในการเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร เพื่อปกป้องประเทศต่อไป และอิสราเอล “ไม่มีทางก้มหัวให้กับทุกแรงกดดัน” พร้อมทั้งประณามการตั้งข้อกล่าวหาของไอซีซี “ไร้สาระและน่ารังเกียจที่สุด”


กระนั้น ไอซีซีไม่มีอำนาจบังคับใช้หมายจับ และน้อยครั้งมากที่ประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย มีหมายจับของไอซีซีติดตัวเช่นกัน จากคดีอาชญากรรมสงครามในยูเครน ทว่าปูตินเยือนมองโกเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกไอซีซี เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : AFP