การใช้ Generative AI ในภาคธุรกิจและองค์กรของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ประเด็นเรื่อง AI Ethics หรือจริยธรรมการใช้งาน AI ยังเป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก หากใช้โดยขาดความระมัดระวัง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
โดยผลสำรวจจาก AI Readiness Measurement 2024 ระบุว่า สัดส่วนองค์กรที่เริ่มประยุกต์ใช้ AI ในปี 67 นี้เพิ่มขึ้นเป็น 17.8% จาก 15.2% ในปี 66 และอีก 73.3% ขององค์กรแสดงความพร้อมที่จะนำ AI มาใช้งานในอนาคต โดย 3 อุตสาหกรรมที่มีการใช้ AI สูงสุดได้แก่ 1.การศึกษา 2.การเงินและการค้า และ 3.โลจิสติกส์และการขนส่ง
อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจมีเพียง 16.5% ขององค์กรไทยที่ได้นำแนวคิดด้านจริยธรรม AI มาปรับใช้จริง และอีก 43.7% อยู่ในขั้นตอนการวางแผน

“ศักดิ์ เสกขุนทด” ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า กล่าวในเสวนา AI Govemance Webinar 2024 ในหัวข้อ “จับเทรนด์ Gen AI พลิกโฉมทุกภาคส่วน…ใช้อย่างไรให้มีธรรมาภิบาล ?” ว่า AI สามารถนำไปใช้สร้างเนื้อหาหลากหลาย เช่น ข้อความ โค้ดโปรแกรม รูปภาพ วิดีโอ และเสียง ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการปฏิวัติวงการดิจิทัลครั้งสำคัญของ Generative AI
แต่ใช้งาน AI ในปัจจุบันยังขาดความระมัดระวัง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เพราะติดข้อจำกัดต่างๆ เช่น 1.ข้อมูลผิดพลาด อาจสร้างคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่ถูกต้อง 2.การเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอคติ ทำให้ AI ตอบสนองอย่างไม่เหมาะสม เช่น การมองว่าอาชีพแพทย์ต้องเป็นเพศชาย และ 3.ความปลอดภัยของข้อมูล ที่ห้ามนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับองค์กรไปใช้กับ AI เพราะอาจเกิดการรั่วไหลได้
“ส่งสำคัญคือ หน่วยงานและองค์กรไทยควรเร่งปรับตัว โดยมีแนวทางดังนี้ 1.ตั้งนโยบายชัดเจน พร้อมกลไกตรวจสอบข้อมูลที่ AI สร้าง 2.พัฒนาโมเดล AI เฉพาะองค์กร เพื่อป้องกันการรั่วไหล และ 3.เสริมความรู้และวิจารณญาณให้กับบุคลากร ในการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้าง เพราะการอัปเดต AI เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ทำให้ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้และปรับตัวต่อเนื่อง AI ไม่ได้เก่งเฉพาะเรื่องภาษา แต่ยังช่วยสร้างภาพ วิดีโอ และเสียงได้ด้วย โดย AI กำลังมุ่งสู่ยุคที่สามารถทำงานหลายรูปแบบได้พร้อมกัน”
“ศักดิ์ เสกขุนทด” บอกต่อว่า การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความรู้และความรอบคอบ แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุม AI โดยตรง แต่หน่วยงานและองค์กรควรพัฒนากลไกธรรมาภิบาล เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลลับในการเทรน AI และตรวจสอบผลลัพธ์อย่างถี่ถ้วน โดย Generative AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในอนาคตหากใช้อย่างเหมาะสม แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันลดความเสี่ยง เพื่อให้เทคโนโลยีนี้นำประโยชน์มากกว่าโทษเข้าสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน!?!

ศูนย์ AIGC by ETDA ที่มีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้ AI อย่างเหมาะสมภายใต้กรอบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ล่าสุดก็ ได้เปิดตัว”แนวทางการประยุกต์ใช้ Generative Alอย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กร” (Generative AI Governance Guideline for Organizations)ที่เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในองค์กร ให้เกิดความเข้าใจการใช้ AI รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบแนวทางการใช้งานภายในองค์กร ได้อย่างเหมาะสม!!
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญ ได้ระบุว่าในเวทีเสวนา ว่า การใช้งาน Generative AI ในปัจจุบัน สำหรับภาครัฐและงานบริการประชาชน AI ช่วยจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้า ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข การแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการให้บริการประชาชน เช่น ระบบจ่ายภาษีออนไลน์ และการออกวีซ่า รวมถึงใช้ AI ช่วยตรวจสอบเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ เป็นต้น

ขณะที่ภาคการศึกษา สามารถนำ AI มาสร้างโอกาสให้ครูและนักเรียนพัฒนาการเรียนการสอน เช่น การแปลภาษา ช่วยจัดทำเอกสารวิจัย ลดอุปสรรคด้านภาษาสำหรับการศึกษาระดับสูง แต่ทักษะการอ่านและการเขียนอาจถูกลดทอน หากพึ่งพา AI มากเกินไป ขณะที่ ภาคธุรกิจและเทคโนโลยี AI ถูกใช้ในงานวิจัย การตลาด และสร้างสรรค์ผลงาน เช่น การออกแบบภาพ เสียง และเนื้อหา ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานในระดับองค์กร
ส่วนด้านกฎหมายและจริยธรรมนั้น AI มีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม เช่น การประเมินคดีเล็กๆ แต่ยังมีข้อกังวลด้านจริยธรรมและอคติ อาทิเช่น เพศ ศาสนา และข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสมได้
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการใช้ Generative AI อาจส่งผลกระทบถึงทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ อาจลดลง หากผู้ใช้งานพึ่งพาใช้ AI ในการทำงานมากเกินไป รวมถึง AI ไม่สามารถเข้าใจอารมณ์และความละเอียดอ่อนของมนุษย์ได้ดี เช่น เรื่องอารมณ์ขัน หรือความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง นอกจากนี้โมเดล AI อาจใช้งานข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับความยินยอม การใช้ AI ในอนาคตจะต้องพิจารณาเรื่องการพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อรับมือกับเทคโนโลยี เช่น Emotional Intelligence และการจัดการอารมณ์ เป็นต้น
ด้าน “รจนา ล้ำเลิศ” ที่ปรึกษา เอ็ตด้า และหัวหน้าศูนย์ AIGC ETDA กล่าวว่า ในปี 2568 โลกมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับประเด็นการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้น เพราะหลายๆ ประเทศต่างเริ่มเรียนรู้ถึงโอกาสและผลกระทบ ตลอดจนความเสี่ยงในหลายๆ มิติ ที่เป็นผลมาจากการใช้งาน Gen AI ทั้งจากการกรณีศึกษาและ use case ที่เกิดขึ้นจริง เช่น กรณีศึกษาในต่างประเทศที่ Gen AI ให้คำตอบแก่เยาวชนไม่เหมาะสม จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะจิตใจ นำมาสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องมือนี้มากขึ้น

“ในประเด็นทางกฎหมาย อย่างเรื่องลิขสิทธิ์ และ ความเป็นเจ้าของผลงาน ที่ AI สร้างขึ้น ตลอดจนประเด็นด้านจริยธรรม ความเหมาะสมของการใช้งาน AI ที่องค์กรต้องคำนึงว่า การใช้ AI จะส่งผลต่อผู้รับบริการ ทั้งในหรือนอกองค์กรหรือไม่ โดยเฉพาะในแง่ผลกระทบต่อผู้รับบริการ เช่น ความเชื่อมั่นในด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และการลดอคติในผลลัพธ์ ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่ยังเพิ่มความได้เปรียบทางธุรกิจอีกด้วย”
ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐและเอกชนต้องตื่นตัว และเร่งเตรียมความพร้อม เมื่อ Gen AI ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะมาปฏิวัติวงการดิจิทัลในอนาคตอันใกล้นี้!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



