ชอง เป็ง ชู ผู้จัดการทั่วไป แอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) เผยถึงวิสัยทัศน์ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของบริษัท ว่า แอดวานซ์เทคกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการมุ่งเน้นเทคโนโลยี Edge Computing และ AI เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ฉลาดยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าตั้งเป้าหมายในการพัฒนา Edge AI โดยครอบคลุม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.Edge Intelligent Systems 2.Energy & Utilities 3.Manufacturing 4.iHealthcare และ 5.iSpace & iRetail นอกจากนี้ แอดวานซ์เทคยังเป็นผู้นำด้าน IoT ด้วยแพลตฟอร์ม WISE-PaaS และ Edge AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยมีพันธมิตรอย่าง NVIDIA และ Google ร่วมสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software)
“ผู้ประกอบการจะต้องเริ่มต้นที่การวางแผนว่าจะใช้ AI ในขั้นตอนการผลิตใด โดยหลักแล้วจะนำ AI มาใช้ในรูปแบบ Vision AI เพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้า ตรวจตำแหน่งโลโก้ การเก็บข้อมูลด้านพลังงาน การอบรมพนักงานใหม่ และการคาดการณ์ปัญหาของเครื่องจักร เป็นต้น สำหรับประเทศไทย แอดวานซ์เทคมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ Smart Manufacturing คือการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต เช่น การตรวจสอบคุณภาพสินค้า การจัดการจำนวนชิ้นงานบรรจุภัณฑ์ และความปลอดภัย เพื่อเพิ่ม Productivity และลดความยุ่งยากในกระบวนการที่ซับซ้อนอีกส่วนคือ Smart City ที่มุ่งเน้นการพัฒนาในด้าน Healthcare, Tollway และ Infrastructure”

ด้าน วุฒิศักดิ์ สุวรรณศรี ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Manufacturing กล่าวว่าจากการทำงานใกล้ชิดกับโรงงานอุตสาหกรรมในไทย พบว่าหลายแห่งยังคงอยู่ในระดับ Industrial 2.0 ใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่ขาดการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, IoT และระบบ Automation มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงการขาดทรัพยากรมนุษย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับแนวทางสนับสนุนเพื่อเข้าสู่ Industrial 4.0 เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนและแข่งขันในระดับโลกได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยสามารถเริ่มต้นด้วย
1.การส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุน เช่นการลดหย่อนภาษีหรือเงินช่วยเหลือสำหรับโรงงานที่ลงทุนใน AI, IoT และ ระบบ Automation 2.พัฒนาทักษะแรงงานให้มีความรู้ด้านดิจิทัล พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ 3.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น 5G สำหรับระบบ IoT และการเชื่อมต่อของเครื่องจักรในโรงงาน
วุฒิศักดิ์ สุวรรณศรี กล่าวต่อว่า กรณีที่โดนัล ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 ว่า การกลับมาของทรัมป์ในครั้งนี้ ได้ประกาศยกระดับนโยบาย MAGA (Make America Great Again) ผ่านการตั้งกำแพงภาษีที่หนักหน่วง สะท้อนแนวคิดที่มุ่งผลักดันผลประโยชน์ของสหรัฐ เป็นศูนย์กลาง ประกาศสงครามการค้าโดยไม่จำกัดแค่สินค้าจีน แต่ยังหมายรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ทำให้สหรัฐ เสียดุลการค้าด้วย ซึ่งไทยอยู่ในลำดับที่ 9 เราจึงต้องเร่งเตรียมตัวใหพร้อมกับผลกระทบ คือ 1.การเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตโดยเฉพาะในสินค้าสำเร็จรูป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ 2.การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้ากับยุโรป ที่ให้ความสำคัญกับ ESG 3.รัฐต้องลงทุนในโครงสร้างดิจิทัลและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอนาคต และ 4.นโยบายจูงใจทางภาษี ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบที่เอื้อต่อการลงทุน

“จากปัจจัยสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ และสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกยังไม่มีทีท่าสงบ ไทยต้องมองการณ์ไกลและวางระบบที่ยั่งยืนที่สุดสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เพียงรอดพ้นแรงกระแทกจากวิกฤติ แต่ยังสามารถยกระดับตัวเองสู่สถานะผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรองบ้างในเวทีโลกด้วย”
วุฒิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เทคโนโลยี AI ในโรงงานอุตสาหกรรมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น จากการศึกษาของ PwC คาดว่า AI จะเพิ่ม GDP โลก 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี ค.ศ. 2030 โดย 45% ของการเติบโตมาจากการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและการปรับกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ภาครัฐควรเข้ามาร่วมมีส่วนผลักดันเรื่องของคน และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบ 5G และระบบการขนส่งต่างๆ ยอมรับว่า อุตสาหกรรมหลักของไทยยังเป็นเรื่องการเกษตรแต่เมื่อมองในมุมการอยู่ให้รอดในสงครามการค้านั้น เราต้องโฟกัสที่การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น จ.ปราจีนบุรี ยังคงมีนักลงทุนจีนและไต้หวันเข้ามาตั้งโรงงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจรพิมพ์ (Print Circuit Board :PCB) เราจึงยังมีโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้

“แอดวานซ์เทค มีผลิตภัณฑ์ทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) ที่จะช่วยยกระดับให้ประเทศไทยก้าวสู่ Industrial 4.0 ได้ เช่น WISE-PaaS แพลตฟอร์ม IoT ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในระบบทั้งหมดได้ เพราะปัจจุบันในหลายโรงงานของไทยมี IoT แต่ไม่สามารถรวมระบบให้ทำงานประสานงานกันได้”



