เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานเปิด งานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ในโอกาสที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity : RL) ประจำปี 2567  โดยมี นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ผู้บริหารวธ.  พร้อมร่วมด้วย Ms. Soohyun Kim ผอ.องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟระดับมิชลิน และเป็นผู้ทำอาหารไทยเสิร์ฟในเวทีเอเปค 2022 (APEC 2022) พร้อมคณะทูตานุทูต 8 ประเทศ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เมียนมา จีน สิงคโปร์ กัมพูชา และมาเลเซีย ร่วมงาน

โดยพิธีเปิดเริ่มด้วยการแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดเคบายา โดย นางสาวพนิดา เขื่อนจินดา (ดินสอสี) นางสาวไทย ปี 2567 พร้อมด้วยรองนางสาวไทย อันดับ 1 และ 2 และผู้แสดงจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์  จากนั้น น.ส.สุดาวรรณ สาธิตการทำต้มยำกุ้ง พร้อมให้ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดได้ชิมฟรี  ขณะที่ภายในงานมีนิทรรศการนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับต้มยำกุ้ง และเคบายา สาธิตการปรุงประกอบอาหารต้มยำกุ้ง ให้ประชาชนชิมฟรี โดยเชฟตุ๊กตา (ร้านบ้านยี่สาร) เชฟกระทะเหล็ก ส่วนในวันที่ 7-8 ธ.ค. จะเป็นเชฟเมย์ พัทรนันท์ ธงทอง เชฟกระทะเหล็ก นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการปักและจัดทำชุดเคบายา พร้อมซุ้มอาหารและจำหน่ายเครื่องแต่งกายเคบายา จากจ.ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง และสตูล นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก แกร็บ ประเทศไทย ร่วมฉลองต้มยำกุ้ง ผ่านการมอบโค้ดส่วนลดเมื่อสั่งเมนูต้มยำกุ้งทางแกร็บฟู้ด เพียงใส่โค้ด ‘TOMYUM’ รับส่วนลดสูงสุด 30 บาท เมื่อสั่งขั้นต่ำ 100 บาท ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 6 – 25 ธ.ค. 2567 โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมในแคมเปญ ประมาณ 24,000 ร้าน

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งที่ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 ณ เมืองอะซุนซิออง สาธารณรัฐปารากวัย เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก รวม 6 รายการ คือ “โขน” ปี พ.ศ.2561 “นวดไทย” ปี พ.ศ. 2562 “โนรา” ปี พ.ศ. 2564  “สงกรานต์” ปี พ.ศ.2566 และในปี 2567 คือ ต้มยำกุ้ง กับ เคบายา

รมว.วธ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ในวาระแห่งการฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทย ขอประกาศเจตนารมณ์ในการรักษาและสืบทอด รายการมรดกภูมิปัญญาฯ “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” โดย 1.ประเทศไทย จะร่วมกันธำรงรักษา ถ่ายทอด และสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญา ให้มีการปฏิบัติและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมาตรการส่งเสริมและรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความเคารพและยอมรับต่อวิถีปฏิบัติของทุกชุมชน 2.จะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่า และความสำคัญของมรดกภูมิปัญญา ในฐานะตัวแทนมรดกวัฒนธรรมฯ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และบ่อเกิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน 3.จะเปิดโอกาสอย่างทั่วถึงแก่คนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกภาษา และทุกศาสนา ให้ร่วมกันส่งเสริม รักษา และสืบทอดมรดกภูมิปัญญา ทั้ง 2 รายการ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเคารพต่อธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชน ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวด้วยว่า วธ.มีแผนส่งเสริมและต่อยอดมรดกวัฒนธรรม หลังจากยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง กับ เคบายา แล้ว ด้วยการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหารและแฟชั่น ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง และบูรณาการกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ในการนำต้มยำกุ้งเป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขายเมนูต้มยำกุ้ง ในส่วนเคบายา ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนโดยมุ้งเน้นบูรการร่วมกับหอการค้า สมาคม ชุมชน เครือข่ายในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายเคบายา ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย ด้วยการเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสวมใส่ชุดเคบายา พร้อมถ่ายรูปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของชุมชนอีกด้วย