สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ว่า เมื่อคำนวณจำนวนมหาเศรษฐีที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 1,757 คน เป็น 2,682 คน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนสูงสุดอยู่ที่ 2,686 คน เมื่อปี 2564
ระหว่างปี 2558-2567 ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น 121% จาก 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 214 ล้านล้านบาท) เป็น 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 81 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี เป็นกลุ่มซึ่งร่ำรวยเร็วที่สุดถึง 3 เท่า จาก 788,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2558 เป็น 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 81 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ รองลงมาคือ มหาเศรษฐีในกลุ่มอุตสาหกรรม
รายงานระบุด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2563 แนวโน้มการเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลงเหลือ 1% จากการลดลงของมหาเศรษฐีชาวจีน ขณะที่ในปีอื่น ๆ เติบโตขึ้นในอัตราต่อปี 10%
NEW – Billionaires' wealth more than doubles in 10 years: UBShttps://t.co/JhvPlDz9yo
— Insider Paper (@TheInsiderPaper) December 5, 2024
ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีชาวจีน เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จาก 887,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30 ล้านล้านบาท) เป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 71 ล้านล้านบาท) แต่หลังจากนั้นก็ลดลงเหลือ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 61 ล้านล้านบาท)
ด้านความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีในอเมริกาเหนือ เพิ่มขึ้น 58.5% เป็น 6.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 207 ล้านล้านบาท) มาตั้งแต่ปี 2563
ในปี 2567 มีผู้คนราว 268 คน ที่กลายเป็นมหาเศรษฐีเป็นครั้งแรก โดย 60% เป็นผู้ประกอบการ และเศรษฐีจากสหรัฐรวยขึ้นที่สุดถึง 27.6% ซึ่งมากกว่า 40% ของความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วโลก
ส่วนความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง ลดลง 16.8% โดยจำนวนมหาเศรษฐีลดลงจาก 588 คน เหลือ 501 คน สวนทางกับมหาเศรษฐีจากอินเดีย ที่รวยขึ้น 42.1% และมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 153 คน เป็นอย่างน้อย 185 คน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



