เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 ธ.ค. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายนกเขา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และกลุ่มมวลชนสวมเสื้อสีเหลือง ได้เดินทางมาเพื่อร่วมลงนามทวงถาม หลังครบระยะเวลา 15 วัน ต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีให้เพิกถอน บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ปี 2544 (เอ็มโอยู 2544) และแถลงการณ์ร่วมระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไทย กับ นายฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา ปี 2544 (เจซี 2544) เนื่องจากมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขัดต่อพระบรมราชโองการฯ และฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียเอกราชอำนาจอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และบูรณภาพแห่งทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง และเขตไหล่ทวีปของราชอาณาจักรไทย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศได้มีมวลชนได้ใส่เสื้อเหลืองมาร่วมกันจำนวนมากและได้มีการนำธงชาติไทย ธงราชนาวี และป้ายสัญลักษณ์ข้อความต่าง ๆ รวมถึงมีการร้องเพลงปลุกใจอีกด้วย ทั้งนี้มี นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เป็นตัวแทนของรัฐบาลในการรับยื่นหนังสือ

นายสนธิ กล่าวภายหลังจากที่เข้าหารือกับ นายสมคิด นานกว่า 1 ชม. ว่า การยื่นหนังสือวันนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับคำตอบจากรัฐบาลที่ได้ทำหนังสือตอบ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามต่อมวลชนอีกครั้ง และจุดยืนของพวกเราไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว วันนี้บรรลุวัตถุประสงค์ ส่วนการขับเคลื่อนในปีหน้าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศชาติ จะเดินหน้าต่อไปด้วยมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ย้ำประเทศไทยไม่ใช่เพียงประเด็นปัญหา เอ็มโอยู 2544 แต่ยังมีประเด็นที่ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ เรื่อง รพ.ตำรวจชั้น 14 เขากระโดง และเห็นว่ากำลังเป็นเรื่องใหญ่ในปีหน้า ประเทศไทยจะล่มสลายเพราะปัญหาต่าง ๆ พร้อมชี้ปัญหาอ้างว่าที่ชักศึกเข้าบ้านต่างด้าวคือพรรคประชาชน 

ขณะที่นายปานเทพ กล่าวว่า รัฐบาลตอบไม่ตรงตามหนังสือที่ได้ยื่นถาม 6 ข้อ เกี่ยวกับการรักษาอธิปไตยของชาติ จึงเป็นเหตุที่ต้องมายื่นในวันนี้อีกครั้ง แม้ว่ารัฐบาลจะรับรู้รับทราบเกี่ยวกับข้อเรียกร้องในหนังสือ และได้แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่าหากต้องมีการเจรจาภายใต้ เอ็มโอยู 2544 จะต้องยึดเส้นมัธยะสากลเส้นเดียวเท่านั้น และกรณีที่รัฐบาลชี้แจงว่าเป็นกรอบเจรจาการตกลง โดยได้หยิบยกถามว่าพื้นที่พัฒนาร่วม เอ็มโอยู 2544 เหตุใดตกลงกันแล้วว่าจะเป็นพื้นที่รวม 16,000 ตร.กม. จะยุติให้แบ่งผลประโยชน์กัน ทั้งที่เป็นพื้นที่ไหล่ทวีปของไทย แต่กำหนดให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมได้อย่างไร และข้อห่วงใย ม.ล.วัลย์วิภา เจซี 2544 ข้อ 13 รับรองพื้นที่ 1:200,000 ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียรอบเขาพระวิหาร 

“ดังนั้นการเอาเส้น เอ็มโอยู 2544 มารับรู้เส้นเลนของกัมพูชาว่าเป็นเส้นไหล่ทวีป เราเห็นว่าประเทศไทยมีแต่เสียประโยชน์และอาจจะเพลี่ยงพล้ำในเวทีศาลโลกได้ เพราะตามกฎหมายทะเลอาจเกิดข้อพิพาท ต้องมีคนกลางตัดสิน แล้วถึงเวลานั้นจะมีเส้นสองเส้นให้คนกลางตัดสินระหว่างเส้นมัธยะของประเทศไทย กับอีกเส้นหนึ่งที่ไทยไม่ปฏิเสธตามเอ็มโอยู 2544 มา 23 ปี” นายปานเทพ กล่าว

เมื่อถามต่อว่าสุดท้ายแล้วได้คำตอบกลับมาว่าอย่างไร นายปานเทพ กล่าวว่า ที่ตนได้รับหนังสือตอบกลับมานั้นไม่ตรงคำถาม ให้รัฐบาลตอบกลับมาให้ตรงคำถาม หากกระทำความผิด ตนจะไปดำเนินคดีความต่อเอง วันนี้ได้รับคำตอบแค่ว่าเขารับรู้ว่าเราไม่เห็นด้วย 

“นายกฯ เคยบอกว่า พร้อมจะพูดคุยกับนายสนธิ แต่เมื่อถึงเวลาบอกว่าเวทีสาธารณะไม่ต้อง เพราะมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์อยู่แล้ว ตกลงนายกฯ นอกจากอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่องแล้ว ท่านยังจำความสั้นหรือเปล่า” นายปานเทพ กล่าว 

เมื่อถามอีกว่ามีเส้นตายหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่มีเส้นตาย เมื่อยื่นไปแล้วภายในสิ้นปี 2567 ไม่มีคำตอบเป็นอย่างอื่น ก็แปลว่านายกฯ ไม่ตอบ ขนาดวันนี้ไม่ได้เกณฑ์คนมา ยังมีประชาชนมาอย่างล้นหลาม คิดดูว่าถ้าไม่ตอบคำถามและไม่ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ แสดงว่าอยากเห็นเราลงถนนใช่หรือไม่ และมีการวางแผนไม่อยู่แล้ว สถานการณ์จะพัฒนาไปเอง ในปี 2568 เราจะมีการนัดกัน 2 ที่ คือ 1.รัฐสภา 2.กระทรวงการต่างประเทศ หากยังไม่คืบหน้าอาจไปที่กองทัพเรือ และทุกวันนี้เรื่องคุกรุ่นอยู่ในใจประชาชนอยู่แล้ว ตนขอฝากถึง น.ส.แพทองธาร ว่า อ่านหนังสือให้เยอะ ๆ ทั้งนี้มวลชนได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการยกเลิก เอ็มโอยู 2544 และ เจซี 2544 ด้วย