เนื่องจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในประเทศไทย ผู้คนจึงต้องเผชิญกับความไม่สบายตัวจากความร้อนและเหงื่อตลอดเวลา ทำให้แอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนต้องติดตั้งไว้ภายในบ้าน คอนโด หรือที่พักอาศัยทั่วไป เพื่อให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นขึ้น นอกจากจะช่วยลดความร้อนแล้ว แอร์ปรับอากาศยังมาพร้อมฟังก์ชันหลากหลาย เช่น การกรองฝุ่นละออง ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้อีกด้วย
การซื้อแอร์และติดตั้งแอร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีให้ที่อยู่อาศัยเย็นสบายและเหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในบทความนี้จึงขอแนะนำข้อมูลควร
ทำความรู้จัก “แอร์” คืออะไร
แอร์ หรือ เครื่องปรับอากาศ คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับอากาศภายในบ้านหรือห้องพักอาศัยให้มีอุณหภูมิที่เย็นลงและกระจายทั่วถึงทุกมุมห้อง แอร์และเครื่องปรับอากาศมีส่วนประกอบสำคัญหลายส่วนที่ทำให้เกิดการปรับอุณหภูมิอากาศอย่างที่ต้องการ โดยส่วนประกอบของแอร์มีดังนี้
- คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ส่วนที่ทำหน้าที่อัดและหมุนเวียนน้ำยาแอร์หรือสารทำความเย็นเพื่อทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
- คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้อง โดยดูดความร้อนออก เมื่อสารทำความเย็นเดือดจนกลายเป็นไอและสามารถดูดซับความร้อนจากพื้นผิวของคอยล์เย็นได้
- คอยล์ร้อน (Condenser) ระบายความร้อนออกสู่สารทำความเย็น เพื่อทำให้สารทำความเย็นมีสถานะกลายเป็นของเหลว
- สารทำความเย็นหรือน้ำยา (Refrigerant) ทำหน้าที่คอยดูดซึมความร้อนภายในห้องออกจากห้อง เมื่อสารทำความเย็นมีอุณหภูมิลดลง จะสามารถทำให้ห้องเย็นขึ้นได้
- วาล์วลดความดัน (Expansion Valve) ทำหน้าที่ทำให้ความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็นลดลง และจะส่งสารทำความเย็นให้ไหลไปที่คอยล์เย็น
ประเภทของแอร์เครื่องปรับอากาศ

แอร์มีอยู่หลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของฟังก์ชัน ขนาดพื้นที่ติดตั้ง และความเหมาะสมต่อสถานที่ใช้งาน อีกทั้งราคาแอร์ก็แตกต่างกันไปตามประเภทและคุณสมบัติที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งประเภทของแอร์ได้ดังนี้
แอร์ติดผนัง (Wall Type)
แอร์ติดผนัง (Wall Type) เป็นหนึ่งในแอร์ที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกติดตั้งแอร์บ้าน เนื่องจากติดตั้งง่าย มีดีไซน์สวย ทันสมัย เสียงไม่ดังตอนที่แอร์ทำงาน ราคาถูก และมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย เช่น ประหยัดพลังงาน ช่วยกรองฝุ่น ทำความเย็นได้เร็ว รวมถึงแอร์ติดผนังยังมีขนาดเล็กจนไปถึงขนาดกลาง ซึ่งมีขนาด BTU ให้เลือกใช้ตั้งแต่ 9,000 BTU จนถึง 24,000 BTU เหมาะกับการเลือกใช้สำหรับห้องนอน และห้องนั่งเล่น
แอร์แบบตั้งแขวน (Ceiling type)
แอร์ประเภทนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับแอร์ติดผนัง แต่จะมีขนาดใหญ่มากกว่าแอร์แบบตั้งแขวน สามารถติดตั้งแอร์ได้โดยไม่มีผนัง ทำความเย็นได้เร็วกว่า กระจายความเย็นได้ทั่วพื้นที่ ข้อเสียคือติดตั้งยากและแอร์แบบตั้งแขวนมีราคาสูง
แอร์แบบฝังฝ้าติดเพดาน (Cassette type)
แอร์แบบฝังฝ้าติดเพดานออกแบบมาให้เน้นความสวยงาม กลมกลืนกับการตกแต่งภายใน ซึ่งแอร์ชนิดนี้จะฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง ส่วนใหญ่คนที่เลือกใช้มักติดตั้งสำหรับสำนักงาน ภายในอาคาร และแอร์ติดบ้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เนื่องจากแอร์แบบฝังฝ้าติดเพดานสามารถกระจายลมเย็นได้ 4 ทิศทาง และยังสามารถเอาไว้ตกแต่งภายในห้องให้ดูหรูหรามากยิ่งขึ้น แต่ราคาเครื่องปรับอากาศชนิดนี้จะสูงกว่าแบบอื่น ๆ
แอร์แบบตู้ตั้งพื้น (Package type)
แอร์แบบตู้ตั้งพื้นเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีลักษณะคล้ายกับตู้สี่เหลี่ยม สามารถเคลื่อนย้ายไปตามพื้นที่ที่ต้องการได้ เหมาะกับสำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก และห้องขนาดใหญ่ เช่น ห้องประชุม หรือห้องทำงาน เพราะมีกำลังลมแรง สามารถเคลื่อนย้ายแอร์ได้อย่างสะดวกสบาย โดยราคาเครื่องปรับอากาศแบบตู้ตั้งพื้นจะราคาไม่สูงมากขึ้นอยู่แล้วแต่ขนาด BTU มีขนาด BTU ให้เลือกใช้ตั้งแต่ 6,000 BTU จนถึง 15,000 BTU
แอร์แบบหน้าต่าง (Window type)
แอร์หน้าต่างเป็นแอร์ที่ถูกออกแบบมาให้เรียบง่าย มีระบบอยู่ในเครื่องเดียว ทั้งคอนเดนซิ่ง ยูนิต และแฟนคอยล์ ยูนิต โดยไม่ต้องติดตั้งเดินท่อน้ำยา แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในการติดตั้งใช้งาน เนื่องจากจะต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งแอร์ให้พอดีกับขนาดของแอร์เท่านั้น และยังไม่สามารถบังคับกระจายความเย็นไปยังพื้นที่ต้องการได้ รวมถึงเครื่องปรับอากาศประเภทนี้มีราคาสูง
แอร์ระบบท่อลม (Duct type)
แอร์ระบบท่อลมเป็นเครื่องปรับอากาศแบบต่อท่อลม โดยใช้ท่อในการส่งความเย็นกระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ นิยมใช้กันสำหรับสำนักงาน ห้องประชุม และห้องทำงาน แต่ไม่นิยมใช้เป็นแอร์บ้านเพราะราคาในการติดตั้งสูง ซึ่งข้อดีของแอร์ประเภทนี้คือ ติดตั้งเครื่องเดียวสามารถกระจายความเย็นไปได้ทุกห้อง แต่อาจจะมีบางห้องที่ไม่เย็น
วิธีเลือกแอร์ให้ตอบโจทย์ในการใช้งาน
การเลือกซื้อแอร์สักเครื่องไม่ใช่แค่การดูยี่ห้อ ราคา หรือบริการแอร์พร้อมติดตั้งเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ เพื่อให้ได้แอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานและตอบโจทย์ความต้องการของคุณ โดยมีแนวทางในการเลือกซื้อแอร์ ดังนี้
- เลือกประเภทของแอร์ : คำนึงถึงขนาดของพื้นที่ใช้งาน ถ้าหากติดตั้งแอร์เอาไว้ภายในบ้านตามห้องต่าง ๆ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือห้องขนาดเล็ก ให้เลือกเครื่องปรับอากาศ (Air Condition) แบบติดผนัง หรือแบบตู้ตั้งพื้น เป็นต้น แต่ถ้าเป็นสำนักงาน ภายในอาคาร หรือห้องขนาดกลางถึงใหญ่ ให้ติดตั้งแอร์แบบตั้งแขวน หรือแอร์ฝังฝ้าติดเพดานที่สามารถกระจายความเย็นได้ทั่วถึง
- เลือกขนาด BTU ของแอร์ : ขนาด BTU ของแอร์เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเลือกซื้อแอร์ใช้งาน เพราะถ้าขนาด BTU สูง ก็จะสามารถปรับความเย็นมากขึ้น และราคาแอร์ก็สูงด้วยเหมือนกัน ขนาด 9,000 BTU – 21,000 BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กถึงปานกลาง ส่วนขนาด 21,000 BTU – 30,000 BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่ห้องขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
- เลือกแอร์ประหยัดพลังงานและมีฟังก์ชันที่เหมาะสม : ให้เลือกซื้อแอร์ที่ติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และเลือกแอร์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานทันสมัย เช่น ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย หรือทำความเย็นได้อย่างเร็ว เป็นต้น
- งบประมาณในการเลือกซื้อ : ตั้งงบประมาณในการเลือกซื้อแอร์อย่างชัดเจน เนื่องจากแอร์บางประเภทจะต้องมีค่าอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแอร์ที่อาจจะต้องเสียเพิ่มเติม
แนะนำเลือกซื้อแอร์ยี่ห้อไหนดีที่ตรงใจ
ในปัจจุบัน ยี่ห้อแอร์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งในด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และราคาแอร์ ซึ่งการเลือกซื้อแอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของคุณ จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น ขนาด BTU ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ฟังก์ชันพิเศษที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย รวมถึงงบที่ตั้งไว้
สำหรับผู้ที่มองหาแอร์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมดีไซน์สวยงาม มีเทคโนโลยีทันสมัย ขอแนะนำ แอร์แบรนด์ Beko ที่ได้รับมาตรฐานยุโรป โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการทำความเย็นที่รวดเร็ว ทำงานเงียบ และระบบทำความสะอาดตัวเอง ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ช่วยให้บรรยากาศภายในบ้านสะอาดสดชื่นยิ่งขึ้น พร้อมการรับประกันหลังการขาย Beko จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าทั้งในด้านคุณภาพและราคา เหมาะสำหรับแอร์ปรับอากาศทุกบ้านทุกครัวเรือน



