หลังจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเรียกร้องมานาน อนุกรรมการฯ ทำคดีและมีข่าวจะเป่าๆ อยู่หลายรอบ ในที่สุด กกต.ชุดใหญ่ก็ได้เวลาพิจารณาคดีฮั้ว สว. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กล่าวว่า กกต.เริ่มพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นนัดแรกแล้วเมื่อ 8 มิ.ย. โดยมีมติกำหนดกรอบการประชุมทุกวันจันทร์ แบบจันทร์เว้นจันทร์ รวมทั้งสิ้น 12 นัด (คิดเป็นเวลา 24 สัปดาห์ จึงน่าจะเสร็จปลายปี) เหตุผลที่จำต้องพิจารณาแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เนื่องจากคดีนี้มีเอกสารและข้อมูลหลักฐานเป็นจำนวนมาก กกต.จะใช้วิธีพิจารณาแยกเป็นรายจังหวัด ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมในเรื่องนี้ได้ทุกวัน
ส่วนวันอื่นๆ ที่เหลือ กกต. ยังคงจัดประชุมวาระปกติเรื่องอื่นตามกรอบเวลาที่มีอยู่ เราจะพยายามทำให้เสร็จเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนด แต่หากเสร็จเร็วเกินไป สังคมก็อาจจะมองว่าไม่รอบคอบ วันที่ 8 มิ.ย.ที่ประชุมพิจารณาไปได้เพียงจังหวัดเดียว คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าแผนเดิมที่ตั้งเป้าว่า จะต้องพิจารณาให้ได้หลายกลุ่มจังหวัด เนื่องจากมีข้อเท็จจริงหลายประเด็นที่ กกต. ต้องซักถามผู้ชี้แจงอย่างรอบคอบ จึงทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะมีการเป่าคดี เพื่อช่วยเหลือกันเกิดขึ้นหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า กกต. ชุดนี้เป็นชุดที่เข้ามารับหน้าที่ใหม่ ทุกคนตระหนักและรับรู้เป็นอย่างดีว่าสังคมกำลังคาดหวังและมองภาพ กกต. อย่างไร ขอให้สังคมมั่นใจ คำวินิจฉัยที่จะออกมาในอนาคตจะเป็นคำวินิจฉัยรวม และจะลงมติพร้อมกันเพียงครั้งเดียว

ที่รัฐสภา “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ประธานวิปฝ่ายค้านรับเรื่องร้องเรียนจากนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.กลุ่มสำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้ง จ.สมุทรปราการ จากกรณีการทุจริตการเลือก สว. เมื่อเดือน มิ.ย. 67 ซึ่งมีหลักฐานที่อ้างว่านายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง กระทำการส่อไปในทางขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ไม่ดำเนินคดีกับโพยฮั้ว สว.
พ.ต.อ.มนัส กล่าวว่า ในการเลือก สว. เมื่อ 26 มิ.ย. 67 ในช่วงก่อนเลือก เวลา 08.10 น. ได้แจ้งนายแสวง เขากลับบอกว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว” และมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่เห็นนายฐิติเชฏฐ์ ที่ไล่เก็บโพยจากผู้สมัคร นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้ทางวิปฝ่ายค้านจะนำไปดำเนินการและตรวจสอบทันที สัปดาห์ที่ผ่านมาวิปฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามเรื่องการทุจริตฮั้ว สว.

ที่รัฐสภา “สส.ต้า” ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงว่า การทำงานครบรอบ 90 วันแรกของ “ครูตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น แม้จะเห็นความพยายามในการทำงานหลายเรื่อง เช่น ระบบการปรึกษาหารือออนไลน์ที่ดี หรือการลงพื้นที่แก้ปัญหายาเสพติด แต่ส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ จนประชาชนสับสนว่าหน้าที่หลักของท่านอยู่ที่ไหนกันแน่
“ระยะหลังดูเหมือนจะเน้นทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพิธีกรรมของอาคารรัฐสภามากกว่างานนิติบัญญัติ เช่น ออกนโยบายจัดแถวข้าราชการและตำรวจสภาเคารพธงชาติเช้า-เย็น หรือการจัดกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดกวาดลานสภา เราไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการโหนสถาบัน สวมหมวกสีฟ้า ผ้าพันคอสีเหลือง แล้วไปกวาดลานสภา ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า ‘หาทำ’ หรือ ‘สาระแนทำในเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่’ เพราะสภามีการว่าจ้างแม่บ้านทำความสะอาดอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการสร้างภาระให้กับเจ้าหน้าที่สภาที่เขาปฏิเสธไม่ได้แต่พูดไม่ออก จึงอยากให้ลดละงานพิธีกรรมเหล่านี้ลงบ้าง”
สส.ต้าขอให้ประธานสภา เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะมีกฎหมายค้างจากสภาชุดก่อน ขับเคลื่อนต่อไปได้เพียง 34 ฉบับ จากทั้งหมด 147 ฉบับ ญัตติความเดือดร้อนประชาชนค้างท่อ กว่า 30 ญัตติ รายงานหน่วยงานรัฐค้างพิจารณา มีรายงานโบราณตั้งแต่ปี 2567 ตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ประธานสภามักจะมอบหมายให้รองประธานสภาขึ้นทำหน้าที่นั่งบัลลังก์ควบคุมการประชุมแทน บางครั้งพอถึงเวลา 18.00 น. ก็ปิดประชุมทันที
“เพื่อให้การทำงานในอีก 3-6 เดือนข้างหน้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น พรรค ปชน. จึงขอเสนอให้จัดประชุมเพิ่มในวันศุกร์เพื่อเร่งเคลียร์ญัตติ ร่างกฎหมาย รายงานที่ค้างอยู่ และบรรจุกฎหมายที่เสนอโดย สส. และภาคประชาสังคมเข้าสู่วาระ ไม่ใช่เลือกปฏิบัติบรรจุเฉพาะกฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น สภาไม่ใช่ค่ายลูกเสือ ไม่ใช่สถานที่จัดพิธีกรรม กฎหมายและความเดือดร้อนของประชาชนต้องเดินหน้า”

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) ร่วมยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีแชตไลน์หลุดที่อ้างว่าเป็นของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งมีข้อความสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลางและเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง และขอให้ประสานตำรวจไซเบอร์และบริษัท ไลน์ ประเทศไทยตรวจสอบไลน์หลุดว่า เป็นของจริงหรือไม่
นายเฉลิมพงศ์ สส.ภูเก็ต ระบุว่า ในช่วงเลือกตั้งพื้นที่ภูเก็ตสัมผัสได้ถึงระบอบสีน้ำเงิน ที่มีการสั่งการเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ นำเงินไปซื้อเสียง จนถึงอธิบดีส่งไลน์สั่งปลัดจังหวัดและปลัดอำเภอให้ช่วยผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย หากข้าราชการคนไหนไม่ทำตามจะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้าย เช่น กรณีจัดฉากว่านายอำเภอเมืองรับสินบนปืนเพื่อหาเรื่องย้ายออก ทั้งนี้ตนจะเดินทางไปร้องเรียนต่อ กกต. ควบคู่กันไปด้วย ขณะที่ นายภัทรพงศ์ ในฐานะทนายความของปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยว่า ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการปกครองต่อศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 8 แล้วในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ของสภา ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้
“สส.แบงค์” ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ถึงการตรวจสอบคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ว่า ขอถามแบบชัดๆ ว่า คณะกรรมการสอบวินัย “ผู้ว่าฯ ทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นคนแต่งตั้งเองหรือไม่ และคณะกรรมการนี้มีมติปรับ 600 บาท ให้นายชัชชาติรับทราบและเห็นชอบหรือไม่ และผู้ที่ให้สอบเพิ่ม คือ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) หรือไม่ ทำไมไม่สั่งสอบการทุจริตเครื่องออกกำลังกายอีก 17 โครงการที่เหลือ

ด้านผู้ว่าฯ ทริป ตั้งโต๊ะแถลง ขอบคุณ สส.แบงค์ที่เปิดเผยเรื่องทุจริต และว่า เรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกายยังไม่จบ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) และฝ่ายบริหาร สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษ และ ป.ป.ช.ก็ดำเนินการอยู่ ก.ก. มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษ ผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีสิทธิว่าจะลงโทษอะไร ต้องให้กรรมการพิจารณา ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ ได้สั่งให้สอบสวนใหม่ ส่วนจะทำให้โทษหนักขึ้นก็ขึ้นที่ดุลพินิจ
“ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดถึงไม่ตรวจสอบทั้งหมด 24 โครงการว่า ความจริงต้องตรวจสอบทุกโครงการแต่คำสั่งเริ่มแรกคือตรวจสอบเพียง 7 โครงการเบื้องต้น เชื่อว่าหากมีการเอาผิดจะสามารถเอาผิดกับโครงการอื่นที่มาจากฐานวิธีคิดเดียวกัน ส่วนเหตุผลที่ไม่ตั้งคณะกรรมการสอบชุดใหม่ เพราะจะทำให้เสียเวลาอีกเป็นปี ส่งให้ ก.ก.พิจารณาดีที่สุด เพราะมีอำนาจสูงสุดและจะได้เร่งรัด ส่วนเรื่องเงินค่าปรับ 600 บาท ผมไม่เคยเห็นชอบ ส่งให้กลับไปสอบด้วยซ้ำ แต่พอสอบใหม่มาแล้วก็เหมือนเดิม จึงให้เข้าคณะกรรมการ ก.ก.พิจารณา เพื่อให้สอบในมิติอื่นที่หลากหลาย
ทั้งยังพบว่าคนที่ทุจริตเครื่องออกกำลังกาย เป็นกลุ่มคนเดียวกันในคดีรถบัสทิพย์ จะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอยากจะให้ไล่ออกก็ทำไม่ได้ เพราะมีกระบวนการอยู่ ขออย่ามองว่าเราอ่อนข้อแต่เราทำเต็มที่ในกรอบที่เรามี หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย เรื่องการทุจริตต้องลุยต่อให้สุดซอย ทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ผมขยะแขยง คนหาว่าทุจริต ผมรับไม่ได้ ต้องเอาจริงเอาจัง มีกรอบและอุปสรรคต้องไปปรับปรุงให้ดีขึ้น”
ปิดท้ายด้วยรายงานข่าวว่า ศาลอาญาธนบุรี ตรวจสอบและประสานไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี และสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อให้เรือนจำพิเศษธนบุรีได้มอบเอกสารใบบริสุทธิ์ หรือใบสุทธิ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษให้ “อดีตนายกฯ แม้ว” ทักษิณ ชินวัตร จากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะได้เดินทางเข้าถอดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า
ส่วนสาเหตุที่นายทักษิณไม่ต้องเดินทางไปถอดกำไล EM ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เนื่องจากถือเป็นผู้พ้นโทษจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว สำนักงานคุมประพฤติ ไม่มีอำนาจควบคุมตัวอีกต่อไป.
“ทีมข่าวการเมือง”



