เชื่อได้ว่า สส.ฝ่ายค้านคงเล็งตัดลดงบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ( ดีอี ) ตามที่ได้เงื้อง่าราคาแพงไว้ว่า ทำไมงบได้เพิ่มตั้ง 30% ขณะที่แผนลงทุนดิจิทัล แผนคลาวด์แห่งชาติอะไรก็ไม่ใช่ว่าจะชัดเจน เหตุหนึ่งที่จ้องเพราะนี่กระทรวงลูกเทพ

การอภิปรายชี้ให้เห็นปัญหาการจัดงบประมาณที่รายจ่ายประจำชักจะสูงขึ้นมาก การเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า  การลงทุนลด ทำให้งบประมาณขาดดุลไม่รู้แล้ว  ภาวะความผันผวนของสถานการณ์โลกก็เป็นโจทย์ที่ฝ่ายค้านฝากถึงรัฐบาล ต้องสร้างความแข็งแกร่ง .. คนที่สรุปภาพได้ดีมากๆ คือ“หัวหน้ามาร์ค”นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ ชี้ปัญหาว่า การจัดงบมองไม่เห็นอนาคต “ประเทศเดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมด มีเพียงพอสำหรับงบประจำ กับการใช้หนี้เท่านั้น เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุน ต้องมาจากกการขาดดุลหรือการกู้   ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และการหารายได้นั้นสามารถทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ แล้วก็ชดเชยหนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต  สัดส่วนภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 14.6ต่ำสุดในประวัติศาสตร์

ความคาดหวังสวัสดิการมีแต่สูงขึ้น ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดูแลความต้องการของประชาชนอย่างที่เราต้องการได้  อย่างเบี้ยผู้สูงอายุ ควรได้เดือนละ 3,000 บาท แต่ปีนี้ยังไม่สามารถทำให้ถึงพันได้  ไม่เพิ่มเบี้ยให้ผู้พิการ เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าไม่ได้ตามเป้า  พื้นที่ในการกู้เงินก็ลดลง ( ใกล้เต็มเพดานหนี้สาธารณะ )  

รายการใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร  ตัวอย่างเช่น ยอดเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญซึ่งตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท น่าจะไม่พอ เพราะปีที่ผ่านมาก็จ่ายเกิน 3.9 แสนล้านไปแล้ว งบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปีนี้ก็ต้องเพิ่มไปเป็น 214,000 กว่าล้านบาท แล้วทิศทางเรื่องบุคลากรภาครัฐจะเป็นอย่างไร  จะให้คนเกษียณอายุ อายุมากขึ้น หรือเรากำลังพยายามจะทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด การรับคนใหม่เข้ามา สิทธิประโยชน์ปรับเปลี่ยนหรือไม่   

ถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้าถ้าจะไม่ให้หนี้ทะลุเพดาน ต้องทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละ 4%  ซึ่งเราไม่ได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว  กระทรวงทบวงกรมส่วนใหญ่ต้องรับเงินลดลง  ถามว่ามีการลงทุนอะไรที่เพิ่มขึ้นที่ชัดเจน กระทรวงที่ได้เยอะคือกระทรวงดีอี เงินที่เพิ่มขึ้นน่าจะชี้แจงว่าเป็นการลงทุนในระบบคลาวด์ (Cloud)  แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี  

ฝ่ายค้านกำลังมุ่งจี้ให้รัฐบาลต้องมีแผนการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพราะรายจ่ายประจำชักจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ  ถ้ารายจ่ายค่าบำเหน็จบำนาญเพิ่ม คือข้าราชการเกษียณมากขึ้น แล้วเช่นนี้แผนการรับคนภาครัฐแบบใหม่จะทำอย่างไร ในภาวะที่สังคมพึ่งพาเทคโนโลยีแทนคนมากขึ้น ..และสังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะโสดด้วยแก่ด้วย การอุปการะโดยรัฐยิ่งลำบากกว่าแก่แบบมีครอบครัว รัฐวางแผนประชากร จัดการการจัดสรรงบประมาณอย่างไร

ด้าน “ดร.อ้อ”การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แนะนำรัฐบาลเรื่องการมีแพลตฟอร์มเอง ( แบบชอปปี้ ลาซาด้า หรือติ๊กต่อก ที่ขายของได้ ) ทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ ข้อมูลสำหรับ Train AI การต่อยอดสู่ภาคเอกชน สร้างธรรมาภิบาล AI (AI Governance) โดยได้เตือนว่าหากยังไม่มีการวางรากฐานที่ดี ประเทศไทยจะประสบปัญหาซ้ำรอยวิกฤต E-Commerce ต่างชาติที่เข้ามาทำลายโครงสร้าง SME ไทย ภายใน 3 ปีข้างหน้า ข้อมูลความมั่นคงและเทคโนโลยี AI ของประเทศอาจจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติทั้งหมด  จนคนไทยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้เลย

พูดถึงเอไอ เทคโนโลยีอื่น รัฐบาลจะทำอย่างไรอย่าให้โดนว่า“ได้แต่ซื้อ ไม่มีสร้าง” เชื่อว่าคนอยากเห็นกึ๋น รมว.ดีอี.