เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงการแก้ไขใน พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ว่า กระทรวงดีอีได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แล้ว เพื่อให้เร่งพิจารณาร่างฉบับนี้ เพื่อให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ซึ่งการที่ให้ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการมือถือร่วมรับผิดชอบนั้น ได้มีการแจ้งในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ซึ่งก็ไม่มีข้อขัดข้อง ซึ่งหากเป็นข้อกฎหมายออกมาแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม หากมีส่วนในการปล่อยปละละเลยก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดด้วย
ด้าน พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย และประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบซิมการ์ดจำนวน 208,000 ซิมการ์ด ที่ตำรวจยึดได้จากแก็งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนนั้น ในเบื้องต้นเป็นเบอร์เติมเงินทั้งหมด และมีจำนวนประมาณ 800 ซิม พบว่าเป็นการลงทะเบียนแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งใช้ชื่อและเลขที่บัตรประชาชนปลอม โดยคาดว่าจะมาจากดีลเลอร์ที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายซิมของผู้ให้บริการมือถือ โดยจะมีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ 15 คน เพื่อตรวจสอบซิมการ์ดทั้งหมดให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้

“สำนักงาน กสทช.มีแนวคิดที่จะเสนอประกาศ กสทช.ให้ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) หรือข้อมูลชีวภาพ ด้วยการสแกนใบหน้า และสแกนลายนิ้วมือเพื่อป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสนำซิมการ์ดสร้างความเสียหายได้ง่าย โดยที่ผ่านมามีบางกรณี มีการใช้ภาพบุคคลทั่วไป หรือแม้กระทั่งรูปคนดัง แทนภาพจริง เกิดจากระบบที่ไม่มีการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์ ซึ่งผู้ให้บริการมือถือควรปรับปรุงระบบลงทะเบียนด้วยระบบไบโอเมตริกซ์ เพื่อยืนยันตัวตน ช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงข้อมูล ซึ่งทางผู้ประกอบการควรดำเนินการเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมจากที่ผ่านมา มีความกังวลจากผู้ประกอบการบางรายเกี่ยวกับต้นทุนในการปรับปรุงระบบ”
พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน พบว่ามีลูกตู้ ที่ขายมือถือและซิมการ์ดที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า มีการจดทะเบียนในชื่อบุคคลเพียงคนเดียว แล้วนำไปโอนสิทธิให้ผู้อื่นโดยไม่เปลี่ยนข้อมูลในระบบ หรือนำซิมการ์ดที่จดทะเบียนในชื่อบุคคลเดิมเพื่อขายต่อโดยไม่แจ้งเปลี่ยนชื่อ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายตามมาตรา 11 ซึ่งได้ประสานทางตำรวจเร่งดำเนินการจับกุมและตรวจสอบการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง
“แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฉ้อโกงประชาชนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ การดำเนินคดีในบางกรณีไม่สามารถทำได้ เนื่องจากตั้งฐานอยู่ในต่างประเทศ กฎหมายไทยไม่สามารถไปบังคับใช้นอกราชอาณาจักรได้ หรือการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ทำได้เพียงผลักดันออกนอกประเทศแล้วขึ้นแบล็กลิสต์ ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ ส่วนการยกระดับเป็นอาชญากรข้ามชาติ ก็ต้องมีขั้นตอนมาก จึงต้องอาศัยความร่วมมือระดับรัฐบาล และยกเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ประเทศในอาเซียนต้องร่วมมือกัน” พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าว



